Share

สิ่งสำคัญที่ควรรู้ในการให้เลือดสุนัขแมว

Last updated: 23 Feb 2026
447 Views

สิ่งสำคัญที่ควรรู้ในการให้เลือดสุนัขแมว


การให้เลือดสุนัขและแมวเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง ผู้รับต้องมีการตรวจเลือดหมู่ (blood typing) และทดสอบความเข้ากันได้ (crossmatching) กับผู้บริจาค เลือดที่ใช้ต้องผ่านการคัดกรองโรคก่อนการให้เลือด และผู้รับต้องได้รับการเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดระหว่างและหลังการให้เลือดเพื่อป้องกันปฏิกิริยาการแพ้หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
การให้เลือดในสุนัขและแมวเป็นกระบวนการที่สำคัญและช่วยชีวิตได้ แต่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและอยู่ภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิด สิ่งสำคัญที่คุณควรรู้มีดังนี้:

การตรวจหมู่เลือดและความเข้ากันได้ของเลือด (Blood Typing & Cross-Matching) นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการป้องกันปฏิกิริยาการแพ้เลือดที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต:
- หมู่เลือด (Blood Type):
* สุนัข: มีหมู่เลือดหลายกลุ่ม (เช่น DEA 1.1, 1.2, 4, ฯลฯ) หมู่เลือดที่สำคัญที่สุดคือ DEA 1.1 Positive การให้เลือดที่ไม่เข้ากันในสุนัขครั้งแรกมักไม่เกิดปฏิกิริยารุนแรงทันที แต่จะทำให้เกิดแอนติบอดี (ภูมิคุ้มกัน) ที่เป็นอันตรายต่อการให้เลือดในครั้งต่อไป ยกเว้น สุนัขที่มีหมู่เลือด DEA 1.1 Negative ได้รับเลือด DEA 1.1 Positive ในครั้งที่สอง จะเกิดปฏิกิริยาแพ้รุนแรง
* แมว: มี 3 กลุ่มหลักคือ A, B และ AB แมวมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปฏิกิริยาแพ้เลือดรุนแรงแม้ในการให้เลือดครั้งแรก เพราะแมวบางกลุ่มมีแอนติบอดีต่อหมู่เลือดอื่นอยู่แล้วตามธรรมชาติ (โดยเฉพาะแมวกลุ่ม B ที่มีแอนติบอดีต่อกลุ่ม A สูง) ดังนั้น การให้เลือดแมวต้องตรงกลุ่มเสมอ
* การตรวจ Cross-Matching: เป็นการทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อดูว่าเลือดของผู้ให้ (Donor) และผู้รับ (Recipient) เข้ากันได้หรือไม่ โดยจะนำเม็ดเลือดและน้ำเลือดมาผสมกันเพื่อสังเกตปฏิกิริยา การตรวจนี้ต้องทำ ทุกครั้ง ก่อนการถ่ายเลือด

2. การเตรียมตัวและการตรวจสอบผู้ให้เลือด (Donor Screening) เพื่อให้แน่ใจว่าเลือดที่ได้รับมีความปลอดภัย:
* สุขภาพผู้ให้: ผู้ให้เลือดต้องมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ (สุนัข > 17-20 กก., แมว > 4 กก.) อายุระหว่าง 1-7 หรือ 1-8 ปี และไม่มีโรคประจำตัว
* การตรวจโรคติดต่อทางเลือด: ผู้ให้เลือดต้องผ่านการตรวจคัดกรองอย่างละเอียดเพื่อป้องกันการถ่ายทอดโรคติดต่อร้ายแรง เช่น พยาธิเม็ดเลือด (เช่น Ehrlichia, Babesia) และในแมวต้องตรวจหาโรค เอดส์แมว (FIV) และ ลิวคีเมียแมว (FeLV)

3. ขั้นตอนและการสังเกตการณ์ระหว่างให้เลือด
การให้เลือดต้องทำอย่างช้าๆ และมีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด:
* อัตราการให้เลือด: ต้องเริ่มด้วยอัตราที่ช้ามากๆ ในช่วง 15-30 นาทีแรก เพื่อสังเกตอาการแพ้ จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มอัตราความเร็ว แต่โดยรวมแล้วต้องให้เสร็จสิ้นภายใน 4 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของแบคทีเรียและรักษาคุณภาพของเลือด
* การสังเกตอาการแพ้ (Transfusion Reactions): สัตวแพทย์จะเฝ้าระวังอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด เช่น ไข้สูง หายใจเร็ว/ลำบาก อาเจียน ตัวสั่น คัน หรือกระวนกระวาย ซึ่งเป็นสัญญาณของการแพ้เลือด หากพบต้องหยุดให้เลือดและให้การรักษาทันที

สรุป: การให้เลือดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องอาศัยความรู้ทางการแพทย์สัตว์และต้องมีการตรวจสอบอย่างรอบด้านก่อนทุกครั้ง โดยเฉพาะเรื่อง หมู่เลือด (โดยเฉพาะในแมว) และการทำ Cross-Matching เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของสัตว์เลี้ยง

 

บทความโดย น.สพ.วรศิษฏ์ ประเสริฐสม (หมอมาร์ช)


Related Content
ทำไมถึงต้องฝังไมโครชิฟในสุนัขและแมว
การฝังไมโครชิปในสุนัขและแมวมีประโยชน์หลายประการที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและจัดการสัตว์เลี้ยงได้ง่ายขึ้น โดยมีเหตุผลหลักดังนี้: ป้องกันสัตว์เลี้ยงสูญหาย: ไมโครชิปทำหน้าที่เป็นบัตรประจำตัวถาวรของสัตว์เลี้ยง หากสัตว์เลี้ยงหลงทางและมีคนเก็บได้ เจ้าหน้าที่หรือสัตวแพทย์สามารถใช้เครื่องสแกนเพื่ออ่านรหัสในชิปและนำข้อมูลเจ้าของที่ลงทะเบียนไว้มาติดต่อกลับได้
30 Dec 2025
ธนาคารเลือดสัตว์, ธนาคารเลือดสุนัข, ธนาคารเลือดแมว, บริจาคเลือดสุนัข, บริจาคเลือดแมว, ให้เลือดสุนัข, ให้เลือดแมว, รักษาสัตว์ฉุกเฉิน, โรงพยาบาลสัตว์รังสิต, ศูนย์การสัตวแพทย์รังสิต, สัตว์ป่วยวิกฤต, ICU สัตว์เลี้ยง, โรคโลหิตจางในสุนัข, โรคพยาธิเม็ดเลือดสุนัข
ธนาคารเลือดสัตว์เลี้ยง คือระบบการจัดเก็บ คัดกรอง และสำรองเลือดจากสุนัขหรือแมวที่มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อเตรียมไว้สำหรับรักษาสัตว์ป่วยที่ต้องการเลือดอย่างเร่งด่วน เรามี Donor สัตว์เลี้ยงบริจาคเลือดจะต้องผ่านการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด ทั้งการตรวจโรคติดต่อ ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจกรุ๊ปเลือด และประเมินความพร้อมทางร่างกาย เพื่อให้มั่นใจว่าเลือดที่ได้รับมีความปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการรักษาสัตว์ป่วย
18 Jun 2026
ศูนย์โรคหัวใจสัตว์เลี้ยง (Heart Center for Pets)
ศูนย์สัตวแพทย์เฉพาะทางที่ให้การดูแล วินิจฉัย และรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือดในสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ เนื่องจากโรคหัวใจเป็นภาวะที่ซับซ้อนและต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมสัตวแพทย์ผู้มีประสบการณ์และเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อวางแผนการรักษาที่แม่นยำและช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีคุณภาพชีวิตที่ยืนยาว สัญญาณเตือนของโรคหัวใจในสุนัขแมวที่เจ้าของไม่ควรมองข้าม
21 Dec 2025
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Privacy Policy and Cookies Policy
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy