แชร์

สิ่งสำคัญที่ควรรู้ในการให้เลือดสุนัขแมว

อัพเดทล่าสุด: 23 ก.พ. 2026
209 ผู้เข้าชม

สิ่งสำคัญที่ควรรู้ในการให้เลือดสุนัขแมว


การให้เลือดสุนัขและแมวเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง ผู้รับต้องมีการตรวจเลือดหมู่ (blood typing) และทดสอบความเข้ากันได้ (crossmatching) กับผู้บริจาค เลือดที่ใช้ต้องผ่านการคัดกรองโรคก่อนการให้เลือด และผู้รับต้องได้รับการเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดระหว่างและหลังการให้เลือดเพื่อป้องกันปฏิกิริยาการแพ้หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
การให้เลือดในสุนัขและแมวเป็นกระบวนการที่สำคัญและช่วยชีวิตได้ แต่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและอยู่ภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิด สิ่งสำคัญที่คุณควรรู้มีดังนี้:

  1. การตรวจหมู่เลือดและความเข้ากันได้ของเลือด (Blood Typing & Cross-Matching) นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการป้องกันปฏิกิริยาการแพ้เลือดที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต:
    - หมู่เลือด (Blood Type):
    * สุนัข: มีหมู่เลือดหลายกลุ่ม (เช่น DEA 1.1, 1.2, 4, ฯลฯ) หมู่เลือดที่สำคัญที่สุดคือ DEA 1.1 Positive การให้เลือดที่ไม่เข้ากันในสุนัขครั้งแรกมักไม่เกิดปฏิกิริยารุนแรงทันที แต่จะทำให้เกิดแอนติบอดี (ภูมิคุ้มกัน) ที่เป็นอันตรายต่อการให้เลือดในครั้งต่อไป ยกเว้น สุนัขที่มีหมู่เลือด DEA 1.1 Negative ได้รับเลือด DEA 1.1 Positive ในครั้งที่สอง จะเกิดปฏิกิริยาแพ้รุนแรง
    * แมว: มี 3 กลุ่มหลักคือ A, B และ AB แมวมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปฏิกิริยาแพ้เลือดรุนแรงแม้ในการให้เลือดครั้งแรก เพราะแมวบางกลุ่มมีแอนติบอดีต่อหมู่เลือดอื่นอยู่แล้วตามธรรมชาติ (โดยเฉพาะแมวกลุ่ม B ที่มีแอนติบอดีต่อกลุ่ม A สูง) ดังนั้น การให้เลือดแมวต้องตรงกลุ่มเสมอ
    * การตรวจ Cross-Matching: เป็นการทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อดูว่าเลือดของผู้ให้ (Donor) และผู้รับ (Recipient) เข้ากันได้หรือไม่ โดยจะนำเม็ดเลือดและน้ำเลือดมาผสมกันเพื่อสังเกตปฏิกิริยา การตรวจนี้ต้องทำ ทุกครั้ง ก่อนการถ่ายเลือด

    2. การเตรียมตัวและการตรวจสอบผู้ให้เลือด (Donor Screening) เพื่อให้แน่ใจว่าเลือดที่ได้รับมีความปลอดภัย:
    * สุขภาพผู้ให้: ผู้ให้เลือดต้องมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ (สุนัข > 17-20 กก., แมว > 4 กก.) อายุระหว่าง 1-7 หรือ 1-8 ปี และไม่มีโรคประจำตัว
    * การตรวจโรคติดต่อทางเลือด: ผู้ให้เลือดต้องผ่านการตรวจคัดกรองอย่างละเอียดเพื่อป้องกันการถ่ายทอดโรคติดต่อร้ายแรง เช่น พยาธิเม็ดเลือด (เช่น Ehrlichia, Babesia) และในแมวต้องตรวจหาโรค เอดส์แมว (FIV) และ ลิวคีเมียแมว (FeLV)

    3. ขั้นตอนและการสังเกตการณ์ระหว่างให้เลือด
    การให้เลือดต้องทำอย่างช้าๆ และมีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด:
    * อัตราการให้เลือด: ต้องเริ่มด้วยอัตราที่ช้ามากๆ ในช่วง 15-30 นาทีแรก เพื่อสังเกตอาการแพ้ จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มอัตราความเร็ว แต่โดยรวมแล้วต้องให้เสร็จสิ้นภายใน 4 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของแบคทีเรียและรักษาคุณภาพของเลือด
    * การสังเกตอาการแพ้ (Transfusion Reactions): สัตวแพทย์จะเฝ้าระวังอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด เช่น ไข้สูง หายใจเร็ว/ลำบาก อาเจียน ตัวสั่น คัน หรือกระวนกระวาย ซึ่งเป็นสัญญาณของการแพ้เลือด หากพบต้องหยุดให้เลือดและให้การรักษาทันที

    สรุป: การให้เลือดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องอาศัยความรู้ทางการแพทย์สัตว์และต้องมีการตรวจสอบอย่างรอบด้านก่อนทุกครั้ง โดยเฉพาะเรื่อง หมู่เลือด (โดยเฉพาะในแมว) และการทำ Cross-Matching เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของสัตว์เลี้ยง

    บทความโดย น.สพ.วรศิษฏ์ ประเสริฐสม (หมอมาร์ช)

บทความที่เกี่ยวข้อง
เมื่อเกล็ดเลือดถูกทำลายจากภูมิคุ้มกันตัวเองในสุนัข(ITP หรือ IMT)
ปกติแล้วเกล็ดเลือดจะทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหยุดเลือดออกครับ เปรียบเหมือนอิฐที่ไปอุดรูรั่วของบาดแผล ( ร่วมกับปัจจัยการแข็งตัวของเลือดอื่นๆ ที่ทำให้การหยุดของเลือดสมบูรณ์ ) ดังนั้นแน่นอน ถ้าปริมาณเกล็ดเลือดน้อยลง โอกาสที่เลือดจะออกมานอกเส้นเลือด จะมีมากขึ้น เลือดออกนอกร่างกาย = เลือดออกจากจมูก , เลือดปนออกมากับปัสสาวะ อุจจาระ , เลือดออกจากบาดแผล เลือดออกมาแล้วอยู่ในร่างกาย = มีจุดจ้ำเลือด ช้ำใต้ผิวหนัง , มีเลือดในช่องอก ช่องท้อง
22 ธ.ค. 2025
ผ่าตัดสะบ้าเคลื่อนในสุนัข
ดูแลด้วยใจ มั่นใจในความปลอดภัย ทุกขั้นตอนการผ่าตัดและฟื้นฟู เราให้บริการด้านศัลยกรรมสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งเคสทั่วไปและเคสเฉพาะทาง โดยทีมสัตวแพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านการผ่าตัดสัตว์เลี้ยงมากกว่า 30 ปี พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในทุกขั้นตอน
8 มี.ค. 2026
โรคทางทันตกรรมเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากในสุนัขและแมว
พบในสัตว์ที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป สาเหตุหลักคือการสะสมของ คราบพลัค (Plaque) ซึ่งหากไม่ถูกกำจัดก็จะแข็งตัวเป็น หินปูน (Calculus/Tartar) และนำไปสู่การติดเชื้อและทำลายเนื้อเยื่อรอบฟัน - โรคทางทันตกรรมที่พบบ่อยที่สุด - โรคปริทันต์ (Periodontal Disease)
19 ธ.ค. 2025
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy