ศูนย์โรคหัวใจสัตว์เลี้ยง (Heart Center for Pets)
Last updated: 21 Dec 2025
543 Views

ศูนย์โรคหัวใจสัตว์เลี้ยง (Heart Center for Pets)
ศูนย์สัตวแพทย์เฉพาะทางที่ให้การดูแล วินิจฉัย และรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือดในสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ เนื่องจากโรคหัวใจเป็นภาวะที่ซับซ้อนและต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมสัตวแพทย์ผู้มีประสบการณ์และเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อวางแผนการรักษาที่แม่นยำและช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีคุณภาพชีวิตที่ยืนยาว
สัญญาณเตือนของโรคหัวใจในสุนัขแมวที่เจ้าของไม่ควรมองข้าม
โรคหัวใจในระยะแรกอาจไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคดำเนินไป เจ้าของอาจสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ได้
ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะไอแห้งๆ หลังออกกำลังกาย หรือไอตอนกลางคืนและช่วงเช้า
เหนื่อยง่ายผิดปกติ เล่นหรือออกกำลังกายได้ไม่นานเท่าเดิม
หายใจลำบาก หรือหายใจเร็วกว่าปกติ ขณะพัก
เป็นลมหรือหมดสติ (Fainting/Syncope): อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
ท้องกาง หรือบวมน้ำ (Ascites): มีของเหลวสะสมในช่องท้อง
เหงือกและลิ้นมีสีซีดหรือม่วงคล้ำ
น้ำหนักลด และเบื่ออาหาร
หากพบอาการเหล่านี้ ควรพาสัตว์เลี้ยงมาตรวจประเมินกับสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด การวินิจฉัยโรคหัวใจในสุนัขแมวด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย
การวินิจฉัยโรคหัวใจที่แม่นยำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการวางแผนการรักษา ศูนย์ฯ จึงใช้เทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐาน
1 การตรวจอัลตราซาวด์หัวใจสุนัขแมว (Echocardiogram):
เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุด (Gold Standard) ในการวินิจฉัยโรคหัวใจ
สามารถสร้างภาพหัวใจแบบเรียลไทม์ ทำให้สัตวแพทย์เห็นโครงสร้างของหัวใจ, ขนาดของห้องหัวใจ, การทำงานของลิ้นหัวใจ, และความหนาหรือการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจได้อย่างละเอียด
2 การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจสุนัขแมว (Electrocardiogram - ECG/EKG):
ใช้วิเคราะห์จังหวะการเต้นของหัวใจและความผิดปกติทางไฟฟ้า
จำเป็นอย่างยิ่งในการวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmias)
3 การเอกซเรย์ช่องอกสุนัขแมว (Chest X-ray):
ช่วยประเมินขนาดและรูปร่างโดยรวมของหัวใจ (เงาหัวใจ)
สามารถตรวจหาภาวะโรคปอดบวมที่เกี่ยวข้อง เช่น ปอดบวมน้ำ (Pulmonary Edema) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายของโรคหัวใจได้
4 การวัดความดันโลหิตสุนัขแมว (Blood Pressure Measurement):
ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นได้ทั้งสาเหตุและผลของโรคหัวใจและโรคไต จึงต้องมีการตรวจวัดและควบคุมอย่างสม่ำเสมอ
#แนวทางการดูแลและรักษาโรคหัวใจในสุนัขแมว
เนื่องจากโรคหัวใจส่วนใหญ่มักเป็นภาวะเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เป้าหมายหลักของการรักษาจึงเป็นการ:
ชะลอการดำเนินไปของโรค
ควบคุมอาการ เพื่อให้สัตว์เลี้ยงรู้สึกสบายขึ้น
ป้องกันภาวะแทรกซ้อน ที่เป็นอันตราย
ยกระดับคุณภาพชีวิต ให้สัตว์เลี้ยงสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
การดูแลในศูนย์โรคหัวใจโดยเฉพาะ จะช่วยให้สัตว์เลี้ยงได้รับการประเมินและปรับแผนการรักษาอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมกับระยะของโรคเฉพาะตัว ทำให้พวกเขามีชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขไปกับเจ้าของได้นานขึ้น
ศูนย์การสัตวแพทย์ PKAH รังสิต (PKAH Rangsit Veterinary Center) เป็นศูนย์ให้บริการสุขภาพสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร ที่พร้อมด้วยทีมสัตวแพทย์ผู้มีประสบการณ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน
ศูนย์สัตวแพทย์เฉพาะทางที่ให้การดูแล วินิจฉัย และรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือดในสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ เนื่องจากโรคหัวใจเป็นภาวะที่ซับซ้อนและต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมสัตวแพทย์ผู้มีประสบการณ์และเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อวางแผนการรักษาที่แม่นยำและช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีคุณภาพชีวิตที่ยืนยาว
สัญญาณเตือนของโรคหัวใจในสุนัขแมวที่เจ้าของไม่ควรมองข้าม
โรคหัวใจในระยะแรกอาจไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคดำเนินไป เจ้าของอาจสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ได้
ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะไอแห้งๆ หลังออกกำลังกาย หรือไอตอนกลางคืนและช่วงเช้า
เหนื่อยง่ายผิดปกติ เล่นหรือออกกำลังกายได้ไม่นานเท่าเดิม
หายใจลำบาก หรือหายใจเร็วกว่าปกติ ขณะพัก
เป็นลมหรือหมดสติ (Fainting/Syncope): อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
ท้องกาง หรือบวมน้ำ (Ascites): มีของเหลวสะสมในช่องท้อง
เหงือกและลิ้นมีสีซีดหรือม่วงคล้ำ
น้ำหนักลด และเบื่ออาหาร
หากพบอาการเหล่านี้ ควรพาสัตว์เลี้ยงมาตรวจประเมินกับสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด การวินิจฉัยโรคหัวใจในสุนัขแมวด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย
การวินิจฉัยโรคหัวใจที่แม่นยำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการวางแผนการรักษา ศูนย์ฯ จึงใช้เทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐาน
1 การตรวจอัลตราซาวด์หัวใจสุนัขแมว (Echocardiogram):
เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุด (Gold Standard) ในการวินิจฉัยโรคหัวใจ
สามารถสร้างภาพหัวใจแบบเรียลไทม์ ทำให้สัตวแพทย์เห็นโครงสร้างของหัวใจ, ขนาดของห้องหัวใจ, การทำงานของลิ้นหัวใจ, และความหนาหรือการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจได้อย่างละเอียด
2 การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจสุนัขแมว (Electrocardiogram - ECG/EKG):
ใช้วิเคราะห์จังหวะการเต้นของหัวใจและความผิดปกติทางไฟฟ้า
จำเป็นอย่างยิ่งในการวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmias)
3 การเอกซเรย์ช่องอกสุนัขแมว (Chest X-ray):
ช่วยประเมินขนาดและรูปร่างโดยรวมของหัวใจ (เงาหัวใจ)
สามารถตรวจหาภาวะโรคปอดบวมที่เกี่ยวข้อง เช่น ปอดบวมน้ำ (Pulmonary Edema) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายของโรคหัวใจได้
4 การวัดความดันโลหิตสุนัขแมว (Blood Pressure Measurement):
ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นได้ทั้งสาเหตุและผลของโรคหัวใจและโรคไต จึงต้องมีการตรวจวัดและควบคุมอย่างสม่ำเสมอ
#แนวทางการดูแลและรักษาโรคหัวใจในสุนัขแมว
เนื่องจากโรคหัวใจส่วนใหญ่มักเป็นภาวะเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เป้าหมายหลักของการรักษาจึงเป็นการ:
ชะลอการดำเนินไปของโรค
ควบคุมอาการ เพื่อให้สัตว์เลี้ยงรู้สึกสบายขึ้น
ป้องกันภาวะแทรกซ้อน ที่เป็นอันตราย
ยกระดับคุณภาพชีวิต ให้สัตว์เลี้ยงสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
การดูแลในศูนย์โรคหัวใจโดยเฉพาะ จะช่วยให้สัตว์เลี้ยงได้รับการประเมินและปรับแผนการรักษาอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมกับระยะของโรคเฉพาะตัว ทำให้พวกเขามีชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขไปกับเจ้าของได้นานขึ้น
ศูนย์การสัตวแพทย์ PKAH รังสิต (PKAH Rangsit Veterinary Center) เป็นศูนย์ให้บริการสุขภาพสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร ที่พร้อมด้วยทีมสัตวแพทย์ผู้มีประสบการณ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน
Related Content
สุนัขลุกยืนลำบาก เดินกะเผลก ไม่อยากวิ่ง หรือกระโดดขึ้นรถไม่เหมือนเดิม อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ “อายุมาก” แต่เป็นสัญญาณของ โรคข้อสะโพกเสื่อม (Hip Dysplasia) ซึ่งพบได้บ่อยในสุนัขพันธุ์กลางถึงพันธุ์ใหญ่ และหากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรังและคุณภาพชีวิตลดลง
16 Jul 2026
โรคผิวหนังสุนัขและแมวเกิดได้จากภูมิแพ้ เชื้อรา แบคทีเรีย เห็บ หมัด และไรผิวหนัง หากสัตว์เลี้ยงมีอาการคัน ขนร่วง ผื่นแดง หรือแผลเรื้อรัง ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง เพื่อการรักษาที่ตรงจุดและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
20 Jul 2026
การทำหมันแมวตัวผู้ (การผ่าตัดเอาลูกอัณฑะออก หรือ Orchidectomy) ถือเป็นขั้นตอนที่ ปลอดภัยมาก มีความซับซ้อนน้อย และใช้เวลาพักฟื้นสั้นกว่าแมวตัวเมีย
การทำหมันแมวตัวผู้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสุขภาพและพฤติกรรมของแมวในระยะยาว ซึ่ง outweighs ความเสี่ยงจากการผ่าตัดที่มีความเสี่ยงต่ำ
21 Dec 2025


