โรคผิวหนังสุนัขและแมว | อาการ สาเหตุ วิธีรักษา และการป้องกัน
Last updated: 20 Jul 2026
154 Views

โรคผิวหนังในสุนัขหน้าฝน ดูแลอย่างไร? ป้องกันก่อนอาการลุกลาม
เมื่อเข้าสู่ ฤดูฝน ความชื้นในอากาศที่สูงขึ้นทำให้เชื้อรา แบคทีเรีย และปรสิตต่าง ๆ เจริญเติบโตได้ดี ส่งผลให้ โรคผิวหนังในสุนัข พบได้บ่อยกว่าปกติ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจทำให้อาการลุกลามจนเกิดแผลติดเชื้อเรื้อรังได้
ทำไมหน้าฝนสุนัขจึงเป็นโรคผิวหนังง่าย?
ในช่วงฤดูฝน สุนัขมักมีโอกาสสัมผัสกับความเปียกชื้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินลุยน้ำ ฝนตก หรือพื้นดินที่เปียก เมื่อขนและผิวหนังอับชื้นเป็นเวลานาน จะเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรค
ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความชื้นสะสมใต้ขน เชื้อราและแบคทีเรียเพิ่มจำนวน หมัดและเห็บระบาดมากขึ้น ภูมิแพ้จากละอองเกสร เชื้อรา หรือไรฝุ่น การดูแลขนไม่แห้งสนิทหลังอาบน้ำ
อาการที่ควรสังเกต
- หากสุนัขมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์
- คัน เกา หรือกัดแทะตัวบ่อย
- เลียอุ้งเท้าซ้ำ ๆ
- ผิวหนังแดง เป็นผื่น หรืออักเสบ
- ขนร่วงเป็นหย่อม
- มีกลิ่นตัวแรงผิดปกติ
- มีสะเก็ด รังแค หรือแผลเปียก
- มีตุ่มหนองหรือเลือดซึม
โรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าฝน
1. เชื้อรา (Fungal Infection)
เชื้อราพบได้บ่อยในสภาพอากาศชื้น ทำให้ขนร่วงเป็นวง ผิวหนังลอก และอาจแพร่ไปยังสัตว์หรือคนได้ในบางชนิด
2. ผิวหนังอักเสบจากแบคทีเรีย (Bacterial Skin Infection)
มักเกิดตามหลังการเกาหรือแผลเล็ก ๆ ทำให้เกิดตุ่มหนอง ผิวหนังแดง มีกลิ่น และอาจลุกลามได้หากไม่ได้รับการรักษา
3. โรคผิวหนังจากภูมิแพ้
สุนัขที่มีภาวะแพ้ง่ายมักกำเริบในช่วงหน้าฝน เนื่องจากความชื้นในสิ่งแวดล้อม ไรฝุ่น หรือสารที่แพ้กระตุ้นให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรง
4. แพ้หมัดและเห็บ
ช่วงฤดูฝนเป็นฤดูที่หมัดและเห็บแพร่พันธุ์ได้ดี สุนัขที่แพ้น้ำลายหมัดจะคันมาก แม้ถูกกัดเพียงไม่กี่ตัว
วิธีดูแลสุนัขช่วงหน้าฝน
เช็ดตัวและเป่าขนให้แห้งทุกครั้ง
หลังจากโดนฝนหรืออาบน้ำ ควรเช็ดตัวและเป่าขนให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว อุ้งเท้า ใต้ท้อง และใบหู
หมั่นแปรงขน
การแปรงขนช่วยระบายอากาศ ลดความอับชื้น และทำให้สังเกตความผิดปกติของผิวหนังได้เร็วขึ้น
ป้องกันหมัดและเห็บ
ใช้ยาป้องกันหมัดและเห็บอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
รักษาความสะอาดที่นอน
ซักผ้าปู ที่นอน ผ้าห่ม และของใช้ของสุนัขเป็นประจำ พร้อมตากแดดให้แห้ง
เลือกแชมพูที่เหมาะกับสภาพผิว
หลีกเลี่ยงการใช้แชมพูของคน เพราะค่า pH ต่างกัน ควรเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับสุนัขโดยเฉพาะ หรือใช้แชมพูรักษาโรคผิวหนังตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
ให้อาหารที่มีคุณภาพ
โภชนาการที่ดี โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ช่วยเสริมความแข็งแรงของผิวหนังและเส้นขน
เมื่อไรควรพาสุนัขพบสัตวแพทย์?
หากอาการคันไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 วัน มีแผลเปียก ขนร่วงมาก ผิวหนังมีกลิ่นแรง หรือสุนัขซึม เบื่ออาหาร ควรรีบเข้ารับการตรวจทันที เพราะอาจต้องตรวจหาเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย หรือสาเหตุของโรคภูมิแพ้ เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุด
โรคผิวหนังในสุนัขช่วงหน้าฝนสามารถป้องกันได้ หากเจ้าของดูแลเรื่องความสะอาด ลดความอับชื้น และสังเกตอาการผิดปกติอย่างสม่ำเสมอ การพาสุนัขเข้ารับการตรวจตั้งแต่เริ่มมีอาการ จะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดการติดเชื้อแทรกซ้อน และทำให้สัตว์เลี้ยงกลับมามีผิวหนังและเส้นขนที่แข็งแรงได้เร็วขึ้น
เมื่อเข้าสู่ ฤดูฝน ความชื้นในอากาศที่สูงขึ้นทำให้เชื้อรา แบคทีเรีย และปรสิตต่าง ๆ เจริญเติบโตได้ดี ส่งผลให้ โรคผิวหนังในสุนัข พบได้บ่อยกว่าปกติ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจทำให้อาการลุกลามจนเกิดแผลติดเชื้อเรื้อรังได้
ทำไมหน้าฝนสุนัขจึงเป็นโรคผิวหนังง่าย?
ในช่วงฤดูฝน สุนัขมักมีโอกาสสัมผัสกับความเปียกชื้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินลุยน้ำ ฝนตก หรือพื้นดินที่เปียก เมื่อขนและผิวหนังอับชื้นเป็นเวลานาน จะเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรค
ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความชื้นสะสมใต้ขน เชื้อราและแบคทีเรียเพิ่มจำนวน หมัดและเห็บระบาดมากขึ้น ภูมิแพ้จากละอองเกสร เชื้อรา หรือไรฝุ่น การดูแลขนไม่แห้งสนิทหลังอาบน้ำ
อาการที่ควรสังเกต
- หากสุนัขมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์
- คัน เกา หรือกัดแทะตัวบ่อย
- เลียอุ้งเท้าซ้ำ ๆ
- ผิวหนังแดง เป็นผื่น หรืออักเสบ
- ขนร่วงเป็นหย่อม
- มีกลิ่นตัวแรงผิดปกติ
- มีสะเก็ด รังแค หรือแผลเปียก
- มีตุ่มหนองหรือเลือดซึม
โรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าฝน
1. เชื้อรา (Fungal Infection)
เชื้อราพบได้บ่อยในสภาพอากาศชื้น ทำให้ขนร่วงเป็นวง ผิวหนังลอก และอาจแพร่ไปยังสัตว์หรือคนได้ในบางชนิด
2. ผิวหนังอักเสบจากแบคทีเรีย (Bacterial Skin Infection)
มักเกิดตามหลังการเกาหรือแผลเล็ก ๆ ทำให้เกิดตุ่มหนอง ผิวหนังแดง มีกลิ่น และอาจลุกลามได้หากไม่ได้รับการรักษา
3. โรคผิวหนังจากภูมิแพ้
สุนัขที่มีภาวะแพ้ง่ายมักกำเริบในช่วงหน้าฝน เนื่องจากความชื้นในสิ่งแวดล้อม ไรฝุ่น หรือสารที่แพ้กระตุ้นให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรง
4. แพ้หมัดและเห็บ
ช่วงฤดูฝนเป็นฤดูที่หมัดและเห็บแพร่พันธุ์ได้ดี สุนัขที่แพ้น้ำลายหมัดจะคันมาก แม้ถูกกัดเพียงไม่กี่ตัว
วิธีดูแลสุนัขช่วงหน้าฝน
เช็ดตัวและเป่าขนให้แห้งทุกครั้ง
หลังจากโดนฝนหรืออาบน้ำ ควรเช็ดตัวและเป่าขนให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว อุ้งเท้า ใต้ท้อง และใบหู
หมั่นแปรงขน
การแปรงขนช่วยระบายอากาศ ลดความอับชื้น และทำให้สังเกตความผิดปกติของผิวหนังได้เร็วขึ้น
ป้องกันหมัดและเห็บ
ใช้ยาป้องกันหมัดและเห็บอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
รักษาความสะอาดที่นอน
ซักผ้าปู ที่นอน ผ้าห่ม และของใช้ของสุนัขเป็นประจำ พร้อมตากแดดให้แห้ง
เลือกแชมพูที่เหมาะกับสภาพผิว
หลีกเลี่ยงการใช้แชมพูของคน เพราะค่า pH ต่างกัน ควรเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับสุนัขโดยเฉพาะ หรือใช้แชมพูรักษาโรคผิวหนังตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
ให้อาหารที่มีคุณภาพ
โภชนาการที่ดี โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ช่วยเสริมความแข็งแรงของผิวหนังและเส้นขน
เมื่อไรควรพาสุนัขพบสัตวแพทย์?
หากอาการคันไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 วัน มีแผลเปียก ขนร่วงมาก ผิวหนังมีกลิ่นแรง หรือสุนัขซึม เบื่ออาหาร ควรรีบเข้ารับการตรวจทันที เพราะอาจต้องตรวจหาเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย หรือสาเหตุของโรคภูมิแพ้ เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุด
โรคผิวหนังในสุนัขช่วงหน้าฝนสามารถป้องกันได้ หากเจ้าของดูแลเรื่องความสะอาด ลดความอับชื้น และสังเกตอาการผิดปกติอย่างสม่ำเสมอ การพาสุนัขเข้ารับการตรวจตั้งแต่เริ่มมีอาการ จะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดการติดเชื้อแทรกซ้อน และทำให้สัตว์เลี้ยงกลับมามีผิวหนังและเส้นขนที่แข็งแรงได้เร็วขึ้น
Related Content
น้องจิโน่ ….มาด้วยอาการอาเจียน และซึม จากการซักประวัติ คุณแม่แจ้งว่าน้องแอบกินเศษตุ๊กตา หรือผ้าเข้าไปโดยไม่แน่ใจ และเริ่มแสดงอาการมาประมาณ 3 วัน ก่อนพาไปพบคุณหมอที่แรก คุณหมอวินิจฉัยว่า “มีสิ่งแปลกปลอมอุดตันในทางเดินอาหาร” พร้อมทำการ X-ray และกลืนแป้งทึบรังสี เพื่อติดตามตำแหน่งสิ่งแปลกปลอม จากนั้นคุณแม่ได้ติดต่อมายัง ศูนย์การสัตวแพทย์ PKAH รังสิต เพื่อขอให้ทีมสัตวแพทย์ส่องกล้องตรวจภายในกระเพาะอาหาร หากพบสิ่งแปลกปลอมจะพยายามคีบออกโดยไม่ต้องผ่าตัด
27 May 2026
เมื่อสุนัขและแมวก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ร่างกายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ ส่งผลให้การเคลื่อนไหวไม่คล่องตัวเหมือนเดิม สัตว์เลี้ยงหลายตัวเริ่มมีอาการลุกนั่งลำบาก เดินช้าลง ไม่อยากออกกำลังกาย หรือมีอาการเจ็บปวดจากโรคข้อเสื่อมและความเสื่อมของร่างกายตามวัย
24 Jun 2026
ภาวะที่ร้ายแรง เนื่องจากตับมีบทบาทสำคัญหลายอย่าง เช่น การกำจัดสารพิษ การช่วยย่อยอาหาร และการสร้างโปรตีน หากตับทำงานผิดปกติจะส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกาย
สัญญาณและอาการของโรคตับ เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด อ่อนเพลีย ซึม สัตว์เลี้ยงมีพลังงานต่ำ นอนมากขึ้น ไม่กระตือรือร้น อาเจียน และท้องเสีย
ดีซ่าน สังเกตเห็น ผิวหนัง เยื่อเมือก เหงือก และตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง กระหายน้ำและปัสสาวะบ่อยขึ้น
พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เนื่องจากตับไม่สามารถกำจัดสารพิษได้ มักแสดงออกเป็นอาการสับสน มึนงง เดินเซ กดศีรษะกับผนัง หรือมีอาการชัก
19 Dec 2025


