กระดูกสะบ้าเคลื่อนในสุนัข (Patellar Luxation) ต้องผ่าตัดหรือไม่?
Last updated: 22 Jul 2026
443 Views

กระดูกสะบ้าเคลื่อนในสุนัข (Patellar Luxation) ต้องผ่าตัดหรือไม่?
กระดูกสะบ้าเคลื่อน (Patellar Luxation) เป็นโรคทางกระดูกและข้อที่พบได้บ่อยในสุนัข โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น ปอมเมอเรเนียน ชิวาวา ยอร์กเชียร์ เทอร์เรียร์ พุดเดิ้ล และปักกิ่ง แต่ก็สามารถพบในสุนัขพันธุ์ใหญ่ได้เช่นกัน
โรคนี้เกิดจากการที่ กระดูกสะบ้า (Patella) เคลื่อนหลุดออกจากร่องของข้อเข่า ทำให้การเคลื่อนไหวผิดปกติ ส่งผลให้สุนัขเดินกะเผลก ยกขาสลับเดิน หรือเกิดอาการปวดเมื่อใช้งานข้อเข่า
อาการของกระดูกสะบ้าเคลื่อน
สุนัขที่เป็นโรคนี้อาจมีอาการ เช่น
- เดินกะเผลกเป็นๆ หายๆ
- ยกขาหลังข้างหนึ่งขณะเดินหรือวิ่ง
- เดินสามขาเป็นช่วงสั้นๆ แล้วกลับมาเดินปกติ
- ลุกหรือขึ้นลงบันไดลำบาก
- กระโดดไม่เหมือนเดิม
ในรายที่เป็นมาก อาจเดินผิดรูปและมีอาการปวดเรื้อรัง
ระดับความรุนแรงของโรค
โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อนแบ่งได้ 4 ระดับ ได้แก่
Grade 1
กระดูกสะบ้าสามารถเคลื่อนได้เมื่อสัตวแพทย์ตรวจ
มักไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย
Grade 2
กระดูกสะบ้าเคลื่อนออกได้เองและกลับเข้าที่ได้
เริ่มมีอาการเดินกะเผลกเป็นครั้งคราว
Grade 3
กระดูกสะบ้าเคลื่อนอยู่เกือบตลอดเวลา
สามารถดันกลับเข้าที่ได้ แต่หลุดอีกง่าย
เริ่มมีความผิดปกติของโครงสร้างข้อเข่า
Grade 4
กระดูกสะบ้าเคลื่อนตลอดเวลาและไม่สามารถดันกลับเข้าที่ได้
เดินผิดรูปอย่างชัดเจน
มีความเสี่ยงต่อข้อเสื่อมและการใช้งานขาลดลง
จำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกตัว
การรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับของโรคและอาการที่แสดง
กรณีที่อาจรักษาแบบไม่ผ่าตัด
เหมาะสำหรับสุนัขที่เป็น Grade 1 หรือบางรายของ Grade 2 ที่ยังไม่มีอาการรุนแรง เช่น
- ควบคุมน้ำหนัก
- ลดกิจกรรมที่กระแทกข้อ
- กายภาพบำบัด
- เลเซอร์บำบัดเพื่อลดอาการปวดและอักเสบ
รับประทานอาหารเสริมหรือยาตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
ติดตามอาการเป็นระยะ
กรณีที่ควรพิจารณาผ่าตัด
สัตวแพทย์มักแนะนำการผ่าตัดเมื่อ
- เป็น Grade 3 หรือ Grade 4
- เดินกะเผลกบ่อย
- มีอาการปวดชัดเจน
- ข้อเข่าเริ่มผิดรูป
- กระดูกสะบ้าเคลื่อนซ้ำบ่อย
มีเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาดร่วมด้วย
ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของสุนัข
การผ่าตัดช่วยอะไรได้บ้าง?
เป้าหมายของการผ่าตัดคือ
- จัดแนวกระดูกสะบ้าให้กลับมาอยู่ตำแหน่งปกติ
- ลดการหลุดซ้ำ
- ลดอาการปวด
- ชะลอการเกิดข้อเข่าเสื่อม
- ทำให้สุนัขกลับมาเดินได้ดีขึ้น
สัตวแพทย์จะเลือกเทคนิคการผ่าตัดตามความผิดปกติของแต่ละตัว เช่น การปรับร่องกระดูกสะบ้า การย้ายตำแหน่งจุดเกาะเอ็น หรือการปรับแนวกระดูกในรายที่มีความผิดรูปมาก
หลังผ่าตัดต้องพักฟื้นนานไหม?
โดยทั่วไปใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 8–12 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับอายุ ขนาดตัว และความรุนแรงของโรค
การดูแลหลังผ่าตัดประกอบด้วย
- จำกัดการวิ่งและกระโดด
- ทำกายภาพบำบัดตามคำแนะนำ
- เลเซอร์บำบัดเพื่อลดการอักเสบ
- ฝึกเดินอย่างค่อยเป็นค่อยไป
- มาตรวจติดตามตามนัด
หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม สุนัขส่วนใหญ่สามารถกลับมาเดินและใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ
สามารถป้องกันได้หรือไม่?
แม้โรคนี้หลายกรณีเกิดจากพันธุกรรม แต่สามารถลดความเสี่ยงได้โดย
- ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน
- หลีกเลี่ยงการกระโดดจากที่สูง
- ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
- ตรวจสุขภาพข้อเข่าเป็นประจำ โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์เสี่ยง
- รีบพบสัตวแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการเดินผิดปกติ
กระดูกสะบ้าเคลื่อนในสุนัขไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกกรณี แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจทำให้ข้อเข่าเสื่อม ปวดเรื้อรัง และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้ การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม จะช่วยให้สุนัขกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
คำแนะนำ: หากสุนัขมีอาการเดินกะเผลก ยกขาเป็นช่วงๆ หรือวิ่งแล้วขาหลังผิดปกติ ควรพาเข้ารับการตรวจจากสัตวแพทย์ด้านกระดูกและข้อ เพื่อประเมินระดับความรุนแรงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
กระดูกสะบ้าเคลื่อน (Patellar Luxation) เป็นโรคทางกระดูกและข้อที่พบได้บ่อยในสุนัข โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น ปอมเมอเรเนียน ชิวาวา ยอร์กเชียร์ เทอร์เรียร์ พุดเดิ้ล และปักกิ่ง แต่ก็สามารถพบในสุนัขพันธุ์ใหญ่ได้เช่นกัน
โรคนี้เกิดจากการที่ กระดูกสะบ้า (Patella) เคลื่อนหลุดออกจากร่องของข้อเข่า ทำให้การเคลื่อนไหวผิดปกติ ส่งผลให้สุนัขเดินกะเผลก ยกขาสลับเดิน หรือเกิดอาการปวดเมื่อใช้งานข้อเข่า
อาการของกระดูกสะบ้าเคลื่อน
สุนัขที่เป็นโรคนี้อาจมีอาการ เช่น
- เดินกะเผลกเป็นๆ หายๆ
- ยกขาหลังข้างหนึ่งขณะเดินหรือวิ่ง
- เดินสามขาเป็นช่วงสั้นๆ แล้วกลับมาเดินปกติ
- ลุกหรือขึ้นลงบันไดลำบาก
- กระโดดไม่เหมือนเดิม
ในรายที่เป็นมาก อาจเดินผิดรูปและมีอาการปวดเรื้อรัง
ระดับความรุนแรงของโรค
โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อนแบ่งได้ 4 ระดับ ได้แก่
Grade 1
กระดูกสะบ้าสามารถเคลื่อนได้เมื่อสัตวแพทย์ตรวจ
มักไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย
Grade 2
กระดูกสะบ้าเคลื่อนออกได้เองและกลับเข้าที่ได้
เริ่มมีอาการเดินกะเผลกเป็นครั้งคราว
Grade 3
กระดูกสะบ้าเคลื่อนอยู่เกือบตลอดเวลา
สามารถดันกลับเข้าที่ได้ แต่หลุดอีกง่าย
เริ่มมีความผิดปกติของโครงสร้างข้อเข่า
Grade 4
กระดูกสะบ้าเคลื่อนตลอดเวลาและไม่สามารถดันกลับเข้าที่ได้
เดินผิดรูปอย่างชัดเจน
มีความเสี่ยงต่อข้อเสื่อมและการใช้งานขาลดลง
จำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกตัว
การรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับของโรคและอาการที่แสดง
กรณีที่อาจรักษาแบบไม่ผ่าตัด
เหมาะสำหรับสุนัขที่เป็น Grade 1 หรือบางรายของ Grade 2 ที่ยังไม่มีอาการรุนแรง เช่น
- ควบคุมน้ำหนัก
- ลดกิจกรรมที่กระแทกข้อ
- กายภาพบำบัด
- เลเซอร์บำบัดเพื่อลดอาการปวดและอักเสบ
รับประทานอาหารเสริมหรือยาตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
ติดตามอาการเป็นระยะ
กรณีที่ควรพิจารณาผ่าตัด
สัตวแพทย์มักแนะนำการผ่าตัดเมื่อ
- เป็น Grade 3 หรือ Grade 4
- เดินกะเผลกบ่อย
- มีอาการปวดชัดเจน
- ข้อเข่าเริ่มผิดรูป
- กระดูกสะบ้าเคลื่อนซ้ำบ่อย
มีเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาดร่วมด้วย
ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของสุนัข
การผ่าตัดช่วยอะไรได้บ้าง?
เป้าหมายของการผ่าตัดคือ
- จัดแนวกระดูกสะบ้าให้กลับมาอยู่ตำแหน่งปกติ
- ลดการหลุดซ้ำ
- ลดอาการปวด
- ชะลอการเกิดข้อเข่าเสื่อม
- ทำให้สุนัขกลับมาเดินได้ดีขึ้น
สัตวแพทย์จะเลือกเทคนิคการผ่าตัดตามความผิดปกติของแต่ละตัว เช่น การปรับร่องกระดูกสะบ้า การย้ายตำแหน่งจุดเกาะเอ็น หรือการปรับแนวกระดูกในรายที่มีความผิดรูปมาก
หลังผ่าตัดต้องพักฟื้นนานไหม?
โดยทั่วไปใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 8–12 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับอายุ ขนาดตัว และความรุนแรงของโรค
การดูแลหลังผ่าตัดประกอบด้วย
- จำกัดการวิ่งและกระโดด
- ทำกายภาพบำบัดตามคำแนะนำ
- เลเซอร์บำบัดเพื่อลดการอักเสบ
- ฝึกเดินอย่างค่อยเป็นค่อยไป
- มาตรวจติดตามตามนัด
หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม สุนัขส่วนใหญ่สามารถกลับมาเดินและใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ
สามารถป้องกันได้หรือไม่?
แม้โรคนี้หลายกรณีเกิดจากพันธุกรรม แต่สามารถลดความเสี่ยงได้โดย
- ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน
- หลีกเลี่ยงการกระโดดจากที่สูง
- ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
- ตรวจสุขภาพข้อเข่าเป็นประจำ โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์เสี่ยง
- รีบพบสัตวแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการเดินผิดปกติ
กระดูกสะบ้าเคลื่อนในสุนัขไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกกรณี แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจทำให้ข้อเข่าเสื่อม ปวดเรื้อรัง และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้ การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม จะช่วยให้สุนัขกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
คำแนะนำ: หากสุนัขมีอาการเดินกะเผลก ยกขาเป็นช่วงๆ หรือวิ่งแล้วขาหลังผิดปกติ ควรพาเข้ารับการตรวจจากสัตวแพทย์ด้านกระดูกและข้อ เพื่อประเมินระดับความรุนแรงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
Related Content
บริเวณในช่องกระดูกเชิงกราน ซึ่งส่งผลให้เกิดการกดเบียดทางเดินอุจจาระและทางเดินปัสสาวะ ทำให้น้องแพนด้ามีคุณภาพชีวิตที่ลดลง และจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดรักษา ทีมสัตวแพทย์ได้วางแผนผ่าตัดอย่างละเอียด โดยต้องทำการผ่าตัดนำกระดูกเชิงกรานบางส่วนออก เพื่อเปิดทางเข้าถึงก้อนเนื้องอกและสามารถนำก้อนออกได้อย่างปลอดภัย
23 Jun 2026
โรคไตวายเรื้อรังในสุนัขแมว มักมีอาการ(Chronic Kidney Disease): ไตเสื่อมทำงานได้ไม่เต็มที่, สังเกตได้จากดื่มน้ำเยอะ/ปัสสาวะบ่อย/น้อยผิดปกติ, เบื่ออาหาร, ซึม, น้ำหนักลด, อาเจียน.
13 Jan 2026
การตรวจ CT Scan (Computed Tomography) เป็นเทคโนโลยีการถ่ายภาพทางการแพทย์ที่ให้ภาพภายในร่างกายสัตว์เลี้ยงแบบ สามมิติ ทำให้สัตวแพทย์สามารถเห็นรายละเอียดของ อวัยวะ กระดูก และเนื้อเยื่อ ได้ชัดเจนกว่าการเอกซเรย์ทั่วไป จึงช่วยให้การวินิจฉัยโรคมีความแม่นยำมากขึ้น
8 Mar 2026


