กระดูกสะบ้าเคลื่อนในสุนัข (Patellar Luxation) ต้องผ่าตัดหรือไม่?
Last updated: 22 Jul 2026
8 Views

กระดูกสะบ้าเคลื่อนในสุนัข (Patellar Luxation) ต้องผ่าตัดหรือไม่?
กระดูกสะบ้าเคลื่อน (Patellar Luxation) เป็นโรคทางกระดูกและข้อที่พบได้บ่อยในสุนัข โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น ปอมเมอเรเนียน ชิวาวา ยอร์กเชียร์ เทอร์เรียร์ พุดเดิ้ล และปักกิ่ง แต่ก็สามารถพบในสุนัขพันธุ์ใหญ่ได้เช่นกัน
โรคนี้เกิดจากการที่ กระดูกสะบ้า (Patella) เคลื่อนหลุดออกจากร่องของข้อเข่า ทำให้การเคลื่อนไหวผิดปกติ ส่งผลให้สุนัขเดินกะเผลก ยกขาสลับเดิน หรือเกิดอาการปวดเมื่อใช้งานข้อเข่า
อาการของกระดูกสะบ้าเคลื่อน
สุนัขที่เป็นโรคนี้อาจมีอาการ เช่น
- เดินกะเผลกเป็นๆ หายๆ
- ยกขาหลังข้างหนึ่งขณะเดินหรือวิ่ง
- เดินสามขาเป็นช่วงสั้นๆ แล้วกลับมาเดินปกติ
- ลุกหรือขึ้นลงบันไดลำบาก
- กระโดดไม่เหมือนเดิม
ในรายที่เป็นมาก อาจเดินผิดรูปและมีอาการปวดเรื้อรัง
ระดับความรุนแรงของโรค
โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อนแบ่งได้ 4 ระดับ ได้แก่
Grade 1
กระดูกสะบ้าสามารถเคลื่อนได้เมื่อสัตวแพทย์ตรวจ
มักไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย
Grade 2
กระดูกสะบ้าเคลื่อนออกได้เองและกลับเข้าที่ได้
เริ่มมีอาการเดินกะเผลกเป็นครั้งคราว
Grade 3
กระดูกสะบ้าเคลื่อนอยู่เกือบตลอดเวลา
สามารถดันกลับเข้าที่ได้ แต่หลุดอีกง่าย
เริ่มมีความผิดปกติของโครงสร้างข้อเข่า
Grade 4
กระดูกสะบ้าเคลื่อนตลอดเวลาและไม่สามารถดันกลับเข้าที่ได้
เดินผิดรูปอย่างชัดเจน
มีความเสี่ยงต่อข้อเสื่อมและการใช้งานขาลดลง
จำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกตัว
การรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับของโรคและอาการที่แสดง
กรณีที่อาจรักษาแบบไม่ผ่าตัด
เหมาะสำหรับสุนัขที่เป็น Grade 1 หรือบางรายของ Grade 2 ที่ยังไม่มีอาการรุนแรง เช่น
- ควบคุมน้ำหนัก
- ลดกิจกรรมที่กระแทกข้อ
- กายภาพบำบัด
- เลเซอร์บำบัดเพื่อลดอาการปวดและอักเสบ
รับประทานอาหารเสริมหรือยาตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
ติดตามอาการเป็นระยะ
กรณีที่ควรพิจารณาผ่าตัด
สัตวแพทย์มักแนะนำการผ่าตัดเมื่อ
- เป็น Grade 3 หรือ Grade 4
- เดินกะเผลกบ่อย
- มีอาการปวดชัดเจน
- ข้อเข่าเริ่มผิดรูป
- กระดูกสะบ้าเคลื่อนซ้ำบ่อย
มีเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาดร่วมด้วย
ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของสุนัข
การผ่าตัดช่วยอะไรได้บ้าง?
เป้าหมายของการผ่าตัดคือ
- จัดแนวกระดูกสะบ้าให้กลับมาอยู่ตำแหน่งปกติ
- ลดการหลุดซ้ำ
- ลดอาการปวด
- ชะลอการเกิดข้อเข่าเสื่อม
- ทำให้สุนัขกลับมาเดินได้ดีขึ้น
สัตวแพทย์จะเลือกเทคนิคการผ่าตัดตามความผิดปกติของแต่ละตัว เช่น การปรับร่องกระดูกสะบ้า การย้ายตำแหน่งจุดเกาะเอ็น หรือการปรับแนวกระดูกในรายที่มีความผิดรูปมาก
หลังผ่าตัดต้องพักฟื้นนานไหม?
โดยทั่วไปใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 8–12 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับอายุ ขนาดตัว และความรุนแรงของโรค
การดูแลหลังผ่าตัดประกอบด้วย
- จำกัดการวิ่งและกระโดด
- ทำกายภาพบำบัดตามคำแนะนำ
- เลเซอร์บำบัดเพื่อลดการอักเสบ
- ฝึกเดินอย่างค่อยเป็นค่อยไป
- มาตรวจติดตามตามนัด
หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม สุนัขส่วนใหญ่สามารถกลับมาเดินและใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ
สามารถป้องกันได้หรือไม่?
แม้โรคนี้หลายกรณีเกิดจากพันธุกรรม แต่สามารถลดความเสี่ยงได้โดย
- ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน
- หลีกเลี่ยงการกระโดดจากที่สูง
- ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
- ตรวจสุขภาพข้อเข่าเป็นประจำ โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์เสี่ยง
- รีบพบสัตวแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการเดินผิดปกติ
กระดูกสะบ้าเคลื่อนในสุนัขไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกกรณี แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจทำให้ข้อเข่าเสื่อม ปวดเรื้อรัง และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้ การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม จะช่วยให้สุนัขกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
คำแนะนำ: หากสุนัขมีอาการเดินกะเผลก ยกขาเป็นช่วงๆ หรือวิ่งแล้วขาหลังผิดปกติ ควรพาเข้ารับการตรวจจากสัตวแพทย์ด้านกระดูกและข้อ เพื่อประเมินระดับความรุนแรงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
กระดูกสะบ้าเคลื่อน (Patellar Luxation) เป็นโรคทางกระดูกและข้อที่พบได้บ่อยในสุนัข โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น ปอมเมอเรเนียน ชิวาวา ยอร์กเชียร์ เทอร์เรียร์ พุดเดิ้ล และปักกิ่ง แต่ก็สามารถพบในสุนัขพันธุ์ใหญ่ได้เช่นกัน
โรคนี้เกิดจากการที่ กระดูกสะบ้า (Patella) เคลื่อนหลุดออกจากร่องของข้อเข่า ทำให้การเคลื่อนไหวผิดปกติ ส่งผลให้สุนัขเดินกะเผลก ยกขาสลับเดิน หรือเกิดอาการปวดเมื่อใช้งานข้อเข่า
อาการของกระดูกสะบ้าเคลื่อน
สุนัขที่เป็นโรคนี้อาจมีอาการ เช่น
- เดินกะเผลกเป็นๆ หายๆ
- ยกขาหลังข้างหนึ่งขณะเดินหรือวิ่ง
- เดินสามขาเป็นช่วงสั้นๆ แล้วกลับมาเดินปกติ
- ลุกหรือขึ้นลงบันไดลำบาก
- กระโดดไม่เหมือนเดิม
ในรายที่เป็นมาก อาจเดินผิดรูปและมีอาการปวดเรื้อรัง
ระดับความรุนแรงของโรค
โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อนแบ่งได้ 4 ระดับ ได้แก่
Grade 1
กระดูกสะบ้าสามารถเคลื่อนได้เมื่อสัตวแพทย์ตรวจ
มักไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย
Grade 2
กระดูกสะบ้าเคลื่อนออกได้เองและกลับเข้าที่ได้
เริ่มมีอาการเดินกะเผลกเป็นครั้งคราว
Grade 3
กระดูกสะบ้าเคลื่อนอยู่เกือบตลอดเวลา
สามารถดันกลับเข้าที่ได้ แต่หลุดอีกง่าย
เริ่มมีความผิดปกติของโครงสร้างข้อเข่า
Grade 4
กระดูกสะบ้าเคลื่อนตลอดเวลาและไม่สามารถดันกลับเข้าที่ได้
เดินผิดรูปอย่างชัดเจน
มีความเสี่ยงต่อข้อเสื่อมและการใช้งานขาลดลง
จำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกตัว
การรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับของโรคและอาการที่แสดง
กรณีที่อาจรักษาแบบไม่ผ่าตัด
เหมาะสำหรับสุนัขที่เป็น Grade 1 หรือบางรายของ Grade 2 ที่ยังไม่มีอาการรุนแรง เช่น
- ควบคุมน้ำหนัก
- ลดกิจกรรมที่กระแทกข้อ
- กายภาพบำบัด
- เลเซอร์บำบัดเพื่อลดอาการปวดและอักเสบ
รับประทานอาหารเสริมหรือยาตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
ติดตามอาการเป็นระยะ
กรณีที่ควรพิจารณาผ่าตัด
สัตวแพทย์มักแนะนำการผ่าตัดเมื่อ
- เป็น Grade 3 หรือ Grade 4
- เดินกะเผลกบ่อย
- มีอาการปวดชัดเจน
- ข้อเข่าเริ่มผิดรูป
- กระดูกสะบ้าเคลื่อนซ้ำบ่อย
มีเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาดร่วมด้วย
ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของสุนัข
การผ่าตัดช่วยอะไรได้บ้าง?
เป้าหมายของการผ่าตัดคือ
- จัดแนวกระดูกสะบ้าให้กลับมาอยู่ตำแหน่งปกติ
- ลดการหลุดซ้ำ
- ลดอาการปวด
- ชะลอการเกิดข้อเข่าเสื่อม
- ทำให้สุนัขกลับมาเดินได้ดีขึ้น
สัตวแพทย์จะเลือกเทคนิคการผ่าตัดตามความผิดปกติของแต่ละตัว เช่น การปรับร่องกระดูกสะบ้า การย้ายตำแหน่งจุดเกาะเอ็น หรือการปรับแนวกระดูกในรายที่มีความผิดรูปมาก
หลังผ่าตัดต้องพักฟื้นนานไหม?
โดยทั่วไปใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 8–12 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับอายุ ขนาดตัว และความรุนแรงของโรค
การดูแลหลังผ่าตัดประกอบด้วย
- จำกัดการวิ่งและกระโดด
- ทำกายภาพบำบัดตามคำแนะนำ
- เลเซอร์บำบัดเพื่อลดการอักเสบ
- ฝึกเดินอย่างค่อยเป็นค่อยไป
- มาตรวจติดตามตามนัด
หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม สุนัขส่วนใหญ่สามารถกลับมาเดินและใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ
สามารถป้องกันได้หรือไม่?
แม้โรคนี้หลายกรณีเกิดจากพันธุกรรม แต่สามารถลดความเสี่ยงได้โดย
- ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน
- หลีกเลี่ยงการกระโดดจากที่สูง
- ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
- ตรวจสุขภาพข้อเข่าเป็นประจำ โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์เสี่ยง
- รีบพบสัตวแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการเดินผิดปกติ
กระดูกสะบ้าเคลื่อนในสุนัขไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกกรณี แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจทำให้ข้อเข่าเสื่อม ปวดเรื้อรัง และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้ การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม จะช่วยให้สุนัขกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
คำแนะนำ: หากสุนัขมีอาการเดินกะเผลก ยกขาเป็นช่วงๆ หรือวิ่งแล้วขาหลังผิดปกติ ควรพาเข้ารับการตรวจจากสัตวแพทย์ด้านกระดูกและข้อ เพื่อประเมินระดับความรุนแรงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
Related Content
วงจรชีวิตของเห็บและหมัด จะอาศัยอยู่บนตัวสุนัขและแมวทั้งหมด 3 ครั้ง เมื่อเห็บสุนัขตัวเมียกินเลือดเสร็จจากสุนัข จะลงมาวางไข่ในสิ่งแวดล้อม หลังจากนั้นไข่จะฟักตัวออกมาเป็นตัวอ่อนระยะที่ 1 หลังจากฟักตัวจะขึ้นไปบนสุนัขอีกรอบ เพื่อเข้าไปกินเลือดและลงมาฟักตัวเป็นระยะ นิ้ม หลังจากนั้น Nymph ก็จะขึ้นไปบนตัวสุนัขไปกินเลือดเป็นครั้งที่ 2 และจะลงมาฟักตัวเป็นตัวเต็มวัย และตัวเต็มวัยทั้งเพศผู้เพศเมียก็จะกินเลือดสุนัขเป็นครั้งที่ 3 และสืบพันธุ์กันเพื่อทำให้เกิดการวางไข่ต่อไป โดยวงจรชีวิตของเห็บจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ฉะนั้นควรทำการป้องกันเห็บ อย่างน้อยเป็นเวลา 3 เดือน อย่างต่อเนื่องครับ
22 Dec 2025
ปัญหากลิ่นปาก หินปูน เหงือกอักเสบ ในแมว อาจเป็นสัญญาณของโรคช่องปากที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมได้
ศูนย์การสัตวแพทย์ PKAH รังสิต พร้อมดูแลสุขภาพช่องปากน้องแมวแบบครบวงจร โดยทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
30 Mar 2026
ธนาคารเลือดสัตว์เลี้ยง คือระบบการจัดเก็บ คัดกรอง และสำรองเลือดจากสุนัขหรือแมวที่มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อเตรียมไว้สำหรับรักษาสัตว์ป่วยที่ต้องการเลือดอย่างเร่งด่วน เรามี Donor สัตว์เลี้ยงบริจาคเลือดจะต้องผ่านการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด ทั้งการตรวจโรคติดต่อ ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจกรุ๊ปเลือด และประเมินความพร้อมทางร่างกาย เพื่อให้มั่นใจว่าเลือดที่ได้รับมีความปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการรักษาสัตว์ป่วย
18 Jun 2026


