โรคผิวหนังสุนัขและแมว | อาการ สาเหตุ วิธีรักษา และการป้องกัน
Last updated: 20 Jul 2026
5 Views

โรคผิวหนังในสุนัขหน้าฝน ดูแลอย่างไร? ป้องกันก่อนอาการลุกลาม
เมื่อเข้าสู่ ฤดูฝน ความชื้นในอากาศที่สูงขึ้นทำให้เชื้อรา แบคทีเรีย และปรสิตต่าง ๆ เจริญเติบโตได้ดี ส่งผลให้ โรคผิวหนังในสุนัข พบได้บ่อยกว่าปกติ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจทำให้อาการลุกลามจนเกิดแผลติดเชื้อเรื้อรังได้
ทำไมหน้าฝนสุนัขจึงเป็นโรคผิวหนังง่าย?
ในช่วงฤดูฝน สุนัขมักมีโอกาสสัมผัสกับความเปียกชื้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินลุยน้ำ ฝนตก หรือพื้นดินที่เปียก เมื่อขนและผิวหนังอับชื้นเป็นเวลานาน จะเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรค
ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความชื้นสะสมใต้ขน เชื้อราและแบคทีเรียเพิ่มจำนวน หมัดและเห็บระบาดมากขึ้น ภูมิแพ้จากละอองเกสร เชื้อรา หรือไรฝุ่น การดูแลขนไม่แห้งสนิทหลังอาบน้ำ
อาการที่ควรสังเกต
- หากสุนัขมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์
- คัน เกา หรือกัดแทะตัวบ่อย
- เลียอุ้งเท้าซ้ำ ๆ
- ผิวหนังแดง เป็นผื่น หรืออักเสบ
- ขนร่วงเป็นหย่อม
- มีกลิ่นตัวแรงผิดปกติ
- มีสะเก็ด รังแค หรือแผลเปียก
- มีตุ่มหนองหรือเลือดซึม
โรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าฝน
1. เชื้อรา (Fungal Infection)
เชื้อราพบได้บ่อยในสภาพอากาศชื้น ทำให้ขนร่วงเป็นวง ผิวหนังลอก และอาจแพร่ไปยังสัตว์หรือคนได้ในบางชนิด
2. ผิวหนังอักเสบจากแบคทีเรีย (Bacterial Skin Infection)
มักเกิดตามหลังการเกาหรือแผลเล็ก ๆ ทำให้เกิดตุ่มหนอง ผิวหนังแดง มีกลิ่น และอาจลุกลามได้หากไม่ได้รับการรักษา
3. โรคผิวหนังจากภูมิแพ้
สุนัขที่มีภาวะแพ้ง่ายมักกำเริบในช่วงหน้าฝน เนื่องจากความชื้นในสิ่งแวดล้อม ไรฝุ่น หรือสารที่แพ้กระตุ้นให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรง
4. แพ้หมัดและเห็บ
ช่วงฤดูฝนเป็นฤดูที่หมัดและเห็บแพร่พันธุ์ได้ดี สุนัขที่แพ้น้ำลายหมัดจะคันมาก แม้ถูกกัดเพียงไม่กี่ตัว
วิธีดูแลสุนัขช่วงหน้าฝน
เช็ดตัวและเป่าขนให้แห้งทุกครั้ง
หลังจากโดนฝนหรืออาบน้ำ ควรเช็ดตัวและเป่าขนให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว อุ้งเท้า ใต้ท้อง และใบหู
หมั่นแปรงขน
การแปรงขนช่วยระบายอากาศ ลดความอับชื้น และทำให้สังเกตความผิดปกติของผิวหนังได้เร็วขึ้น
ป้องกันหมัดและเห็บ
ใช้ยาป้องกันหมัดและเห็บอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
รักษาความสะอาดที่นอน
ซักผ้าปู ที่นอน ผ้าห่ม และของใช้ของสุนัขเป็นประจำ พร้อมตากแดดให้แห้ง
เลือกแชมพูที่เหมาะกับสภาพผิว
หลีกเลี่ยงการใช้แชมพูของคน เพราะค่า pH ต่างกัน ควรเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับสุนัขโดยเฉพาะ หรือใช้แชมพูรักษาโรคผิวหนังตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
ให้อาหารที่มีคุณภาพ
โภชนาการที่ดี โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ช่วยเสริมความแข็งแรงของผิวหนังและเส้นขน
เมื่อไรควรพาสุนัขพบสัตวแพทย์?
หากอาการคันไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 วัน มีแผลเปียก ขนร่วงมาก ผิวหนังมีกลิ่นแรง หรือสุนัขซึม เบื่ออาหาร ควรรีบเข้ารับการตรวจทันที เพราะอาจต้องตรวจหาเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย หรือสาเหตุของโรคภูมิแพ้ เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุด
โรคผิวหนังในสุนัขช่วงหน้าฝนสามารถป้องกันได้ หากเจ้าของดูแลเรื่องความสะอาด ลดความอับชื้น และสังเกตอาการผิดปกติอย่างสม่ำเสมอ การพาสุนัขเข้ารับการตรวจตั้งแต่เริ่มมีอาการ จะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดการติดเชื้อแทรกซ้อน และทำให้สัตว์เลี้ยงกลับมามีผิวหนังและเส้นขนที่แข็งแรงได้เร็วขึ้น
เมื่อเข้าสู่ ฤดูฝน ความชื้นในอากาศที่สูงขึ้นทำให้เชื้อรา แบคทีเรีย และปรสิตต่าง ๆ เจริญเติบโตได้ดี ส่งผลให้ โรคผิวหนังในสุนัข พบได้บ่อยกว่าปกติ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจทำให้อาการลุกลามจนเกิดแผลติดเชื้อเรื้อรังได้
ทำไมหน้าฝนสุนัขจึงเป็นโรคผิวหนังง่าย?
ในช่วงฤดูฝน สุนัขมักมีโอกาสสัมผัสกับความเปียกชื้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินลุยน้ำ ฝนตก หรือพื้นดินที่เปียก เมื่อขนและผิวหนังอับชื้นเป็นเวลานาน จะเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรค
ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความชื้นสะสมใต้ขน เชื้อราและแบคทีเรียเพิ่มจำนวน หมัดและเห็บระบาดมากขึ้น ภูมิแพ้จากละอองเกสร เชื้อรา หรือไรฝุ่น การดูแลขนไม่แห้งสนิทหลังอาบน้ำ
อาการที่ควรสังเกต
- หากสุนัขมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์
- คัน เกา หรือกัดแทะตัวบ่อย
- เลียอุ้งเท้าซ้ำ ๆ
- ผิวหนังแดง เป็นผื่น หรืออักเสบ
- ขนร่วงเป็นหย่อม
- มีกลิ่นตัวแรงผิดปกติ
- มีสะเก็ด รังแค หรือแผลเปียก
- มีตุ่มหนองหรือเลือดซึม
โรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าฝน
1. เชื้อรา (Fungal Infection)
เชื้อราพบได้บ่อยในสภาพอากาศชื้น ทำให้ขนร่วงเป็นวง ผิวหนังลอก และอาจแพร่ไปยังสัตว์หรือคนได้ในบางชนิด
2. ผิวหนังอักเสบจากแบคทีเรีย (Bacterial Skin Infection)
มักเกิดตามหลังการเกาหรือแผลเล็ก ๆ ทำให้เกิดตุ่มหนอง ผิวหนังแดง มีกลิ่น และอาจลุกลามได้หากไม่ได้รับการรักษา
3. โรคผิวหนังจากภูมิแพ้
สุนัขที่มีภาวะแพ้ง่ายมักกำเริบในช่วงหน้าฝน เนื่องจากความชื้นในสิ่งแวดล้อม ไรฝุ่น หรือสารที่แพ้กระตุ้นให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรง
4. แพ้หมัดและเห็บ
ช่วงฤดูฝนเป็นฤดูที่หมัดและเห็บแพร่พันธุ์ได้ดี สุนัขที่แพ้น้ำลายหมัดจะคันมาก แม้ถูกกัดเพียงไม่กี่ตัว
วิธีดูแลสุนัขช่วงหน้าฝน
เช็ดตัวและเป่าขนให้แห้งทุกครั้ง
หลังจากโดนฝนหรืออาบน้ำ ควรเช็ดตัวและเป่าขนให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว อุ้งเท้า ใต้ท้อง และใบหู
หมั่นแปรงขน
การแปรงขนช่วยระบายอากาศ ลดความอับชื้น และทำให้สังเกตความผิดปกติของผิวหนังได้เร็วขึ้น
ป้องกันหมัดและเห็บ
ใช้ยาป้องกันหมัดและเห็บอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
รักษาความสะอาดที่นอน
ซักผ้าปู ที่นอน ผ้าห่ม และของใช้ของสุนัขเป็นประจำ พร้อมตากแดดให้แห้ง
เลือกแชมพูที่เหมาะกับสภาพผิว
หลีกเลี่ยงการใช้แชมพูของคน เพราะค่า pH ต่างกัน ควรเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับสุนัขโดยเฉพาะ หรือใช้แชมพูรักษาโรคผิวหนังตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
ให้อาหารที่มีคุณภาพ
โภชนาการที่ดี โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ช่วยเสริมความแข็งแรงของผิวหนังและเส้นขน
เมื่อไรควรพาสุนัขพบสัตวแพทย์?
หากอาการคันไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 วัน มีแผลเปียก ขนร่วงมาก ผิวหนังมีกลิ่นแรง หรือสุนัขซึม เบื่ออาหาร ควรรีบเข้ารับการตรวจทันที เพราะอาจต้องตรวจหาเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย หรือสาเหตุของโรคภูมิแพ้ เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุด
โรคผิวหนังในสุนัขช่วงหน้าฝนสามารถป้องกันได้ หากเจ้าของดูแลเรื่องความสะอาด ลดความอับชื้น และสังเกตอาการผิดปกติอย่างสม่ำเสมอ การพาสุนัขเข้ารับการตรวจตั้งแต่เริ่มมีอาการ จะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดการติดเชื้อแทรกซ้อน และทำให้สัตว์เลี้ยงกลับมามีผิวหนังและเส้นขนที่แข็งแรงได้เร็วขึ้น
Related Content
เทคโนโลยีช่วยฟื้นฟูและลดอาการปวดที่ได้รับความนิยมในทางสัตวแพทย์ โดยใช้พลังงานแสงเลเซอร์ความเข้มต่ำ (Low-Level Laser Therapy : LLLT) หรือ Therapeutic Laser ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมของเซลล์ ลดการอักเสบ และบรรเทาอาการปวดอย่างอ่อนโยน โดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดระหว่างทำ
18 May 2026
ปัญหาที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจส่งผลต่อการหายใจและคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงโดยตรง โรคเหล่านี้สามารถเกิดได้ทั้งในระบบทางเดินหายใจส่วนบน และส่วนล่าง อาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ ไอ (Coughing) จาม (Sneezing) หายใจลำบาก (Dyspnea) / หอบ น้ำมูก/น้ำตาไหล
เยื่อเมือกสีคล้ำ/ม่วง อาการอื่น ๆ ซึม เบื่ออาหาร มีไข้ อ่อนเพลีย
19 Dec 2025
เมื่อสุนัขและแมวก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ร่างกายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ ส่งผลให้การเคลื่อนไหวไม่คล่องตัวเหมือนเดิม สัตว์เลี้ยงหลายตัวเริ่มมีอาการลุกนั่งลำบาก เดินช้าลง ไม่อยากออกกำลังกาย หรือมีอาการเจ็บปวดจากโรคข้อเสื่อมและความเสื่อมของร่างกายตามวัย
24 Jun 2026


