พยาธิเม็ดเลือดในสุนัขวายร้ายที่แอบอยู่ในเลือด!!!!
Last updated: 23 Dec 2025
438 Views

พยาธิเม็ดเลือดในสุนัขวายร้ายที่แอบอยู่ในเลือด!!!!
การติดเชื้อพยาธิเม็ดเลือดในสุนัข มักเป็นกลุ่มเชื้อโรคที่แอบอยู่ในเลือดของสุนัข ( บางชนิดแอบในเม็ดเลือดแดง , เม็ดเลือดขาว , เกล็ดเลือด แล้วแต่ชนิดของเชื้อ ) มีเห็บเป็นตัวนำเชื้อ เชื้อเกี่ยวข้องที่พบได้บ่อยๆ คือ E.canis , Babesia , Anaplasma อาการของการติดเชื้อมีตั้งแต่ ซึม , ไม่ร่าเริง , กินอาหารน้อยลง , ตัวร้อน มีไข้ , มีจ้ำแดงที่เหงือกหรือตามตัว , ตัวเหลืองหรือดีซ่าน , เลือดกำเดาไหล , อึ ฉี่ อาเจียนเป็นเลือด
ที่สำคัญคือ พยาธิเม็ดเลือด จะเหนี่ยวนำให้ปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อที่รุนแรงและมากเกิน จนไปทำลายเม็ดเลือดแดง , เกล็ดเลือดของสุนัขให้ลดต่ำลงมาก ( คล้ายๆแพ้ภูมิตัวเอง ) จนเลือดจางมาก เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หรือบางทีพยาธิเม็ดเลือดจะเหนี่ยวนำทำให้เกิดอันตรายต่อตับ ไต และม้าม เกิดภาวะตับวาย ,ไตวาย , ม้ามโตตามมาทำให้เวลารักษาการติดเชื้อพยาธิเม็ดเลือด นอกจากจะฆ่าพยาธิเม็ดเลือดแล้ว ยังต้องจัดการและดูแลผลกระทบจากการติดเชื้อไปด้วยเสมอ
***โดยการกัดเพียงครั้งเดียว ก็สามารถส่งเชื้อให้สุนัขได้แล้ว ( ดังนั้นบางทีเราไม่ทันได้สังเกตเห็นครับว่า สุนัขเคยโดนเห็บกัดแล้วหรือยัง ) ***
เช่นเดียวกันกับการป้องกันเห็บ หมัดเป็นประจำ ( ตามโปรแกรมระยะเวลาป้องกันของแต่ละผลิตภัณฑ์นะครับ ) ยังอาจป้องกันได้ไม่ 100% เลย ( แต่ดีกว่าไม่ป้องกันเยอะมากครับ ) เพราะขึ้นอยู่กับการตอบสนองของสุนัขแต่ละตัว , ความสามารถของผลิตภัณฑ์ยาแต่ละชนิด , ปริมาณเห็บที่แอบอยู่ตามพื้นดิน พื้นบ้าน ดังนั้นการป้องกันที่ดีนอกจากเลือกผลิตภัณฑ์ยาที่ปลอดภัย ครอบคลุม และมีทะเบียน!!! เพื่อป้องกันอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาของแต่ละผลิตภัณฑ์แล้ว ( จะใช้แบบกิน , แบบหยอด , แบบรายเดือน , ราย 3 เดือน ปรึกษาคุณหมอได้เลยครับ ) จะต้องใช้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอครับ ( การ์ดอย่าตก ) เพราะต้องไม่ลืมว่า เพียงเห็บกัดเพียงครั้งเดียว ก็สามารถส่งเชื้อพยาธิเม็ดเลือดให้กับสุนัขได้แล้วครับ ( ซึ่งเราอาจสังเกตไม่ทันก็เป็นได้ ) นอกจากนี้การดูแลทำความสะอาดบ้านก็เป็นเรื่องสำคัญครับ เพื่อลดปริมาณของเห็บ หมัดภายในที่อยู่อาศัยครับ ( ลำพังแค่ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันเพียงอย่างเดียว บางทีอาจไม่เพียงพอครับ )
การวินิจฉัยการติดเชื้อพยาธิเม็ดเลือด �ความซับซ้อนของการวินิจฉัยการติดเชื้อพยาธิเม็ดเลือดคือ
1.สมมติสุนัขได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกาย เข้าระบบเลือด
* ช่วงแรกของการติดเชื้อจะไม่พบการตอบสนองแอนติบอดีของร่างกาย ( ตรวจ test kit ผลเป็น ลบ ) , ตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR หรือ ดูด้วยสไลด์ อาจผลเป็นบวก
* ช่วงถัดมาเรื่มมีการตอบสนองของแอนตีบอดี้ ( ตรวจ test kit ผลเป็นบวก ) , ตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR หรือดูด้วยสไลด์ เป็นผลบวก
* ช่วงเรื้อรัง ตรวจ test kit เป็นบวก แต่ตรวจหาเชื้ออาจไม่พบเชื้อ ดังนั้นเราไม่อาจทราบได้เลยว่า ตอนนี้สุนัขติดเชื้ออยู่ในระยะใด
2. การตรวจหาการตอบสนองของแอนติบอดีร่างกาย ( ตรวจ test kit ) ผลบวก = มีการสัมผัสเชื้อตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จนถึง 6-8 เดือนที่ผ่านมา ( ดังนั้นอาจจะเป็นสาเหตุในครั้งนี้ หรือ ไม่ ก็ได้ ) , ผลลบ = ไม่มีการสัมผัสเชื้อจริงๆ หรือ เป็นช่วงแรกของการติดเชื้อก็เป็นได้ครับ
3. การตรวจหาเชื้อ ( ไม่ว่าจะเป็นการดูสไลด์ หรือ วิธี PCR ) ถ้าผลเป็นลบ = ไม่มีเชื้อในตัวอย่างเลือดที่ส่งตรวจ หรือเป็นการติดเชื้อแบบเรื้อรัง ( ที่ปริมาณเชื้อน้อยจึงตรวจไม่พบ )
ดังนั้นปัจจุบันคุณหมอจะใช้การวินิจฉัยแบบองค์รวมครับ โดยใช้ข้อมูลที่เป็นความเสี่ยงมาประเมิน ( ยิ่งมีความเสี่ยงมาก การวินิจฉัยจะแม่นยำมากยิ่งขึ้นครับ ) เรื่มตั้งแต่ สอบถามประวัติเลยครับ ( พบเจอเห็บ หมัดบนตัว ตามพื้น , เลี้ยงในบ้าน/ นอกบ้าน , มีไปเที่ยวนอกสถานที่หรือไม่ , ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันชนิดใด แบบใด และป้องกันล่าสุดเมื่อใด เป็นต้นครับ ) อาการที่สุนัขแสดงออก ( มีได้ตั้งแต่ ซึม , เบื่ออาหาร, อ่อนแรง , มีไข้ , เลือดกำเดาไหล , อึ ฉี่ มีเลือดปน , มีจุดเลือดออกตามตัว ) ตรวจทางห้องปฏิบัติการ ( ตรวจค่าค่าเม็ดเลือดแดง , เม็ดเลือดขาว , เกล็ดเลือด , ค่าตับ , ค่าไต , ค่าสารสีเหลือง , ตรวจ ph และอิเล็กโทรไลท์ในเลือด , ตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ ) ตรวจเฉพาะทางสำหรับพยาธิเม็ดเลือด ( ตรวจ test kit , ตรวจหาเชื้อจากเลือด ( ดูสไลด์ หรือ ส่งตรวจ pcr )
การติดเชื้อพยาธิเม็ดเลือดในสุนัข มักเป็นกลุ่มเชื้อโรคที่แอบอยู่ในเลือดของสุนัข ( บางชนิดแอบในเม็ดเลือดแดง , เม็ดเลือดขาว , เกล็ดเลือด แล้วแต่ชนิดของเชื้อ ) มีเห็บเป็นตัวนำเชื้อ เชื้อเกี่ยวข้องที่พบได้บ่อยๆ คือ E.canis , Babesia , Anaplasma อาการของการติดเชื้อมีตั้งแต่ ซึม , ไม่ร่าเริง , กินอาหารน้อยลง , ตัวร้อน มีไข้ , มีจ้ำแดงที่เหงือกหรือตามตัว , ตัวเหลืองหรือดีซ่าน , เลือดกำเดาไหล , อึ ฉี่ อาเจียนเป็นเลือด
ที่สำคัญคือ พยาธิเม็ดเลือด จะเหนี่ยวนำให้ปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อที่รุนแรงและมากเกิน จนไปทำลายเม็ดเลือดแดง , เกล็ดเลือดของสุนัขให้ลดต่ำลงมาก ( คล้ายๆแพ้ภูมิตัวเอง ) จนเลือดจางมาก เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หรือบางทีพยาธิเม็ดเลือดจะเหนี่ยวนำทำให้เกิดอันตรายต่อตับ ไต และม้าม เกิดภาวะตับวาย ,ไตวาย , ม้ามโตตามมาทำให้เวลารักษาการติดเชื้อพยาธิเม็ดเลือด นอกจากจะฆ่าพยาธิเม็ดเลือดแล้ว ยังต้องจัดการและดูแลผลกระทบจากการติดเชื้อไปด้วยเสมอ
***โดยการกัดเพียงครั้งเดียว ก็สามารถส่งเชื้อให้สุนัขได้แล้ว ( ดังนั้นบางทีเราไม่ทันได้สังเกตเห็นครับว่า สุนัขเคยโดนเห็บกัดแล้วหรือยัง ) ***
เช่นเดียวกันกับการป้องกันเห็บ หมัดเป็นประจำ ( ตามโปรแกรมระยะเวลาป้องกันของแต่ละผลิตภัณฑ์นะครับ ) ยังอาจป้องกันได้ไม่ 100% เลย ( แต่ดีกว่าไม่ป้องกันเยอะมากครับ ) เพราะขึ้นอยู่กับการตอบสนองของสุนัขแต่ละตัว , ความสามารถของผลิตภัณฑ์ยาแต่ละชนิด , ปริมาณเห็บที่แอบอยู่ตามพื้นดิน พื้นบ้าน ดังนั้นการป้องกันที่ดีนอกจากเลือกผลิตภัณฑ์ยาที่ปลอดภัย ครอบคลุม และมีทะเบียน!!! เพื่อป้องกันอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาของแต่ละผลิตภัณฑ์แล้ว ( จะใช้แบบกิน , แบบหยอด , แบบรายเดือน , ราย 3 เดือน ปรึกษาคุณหมอได้เลยครับ ) จะต้องใช้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอครับ ( การ์ดอย่าตก ) เพราะต้องไม่ลืมว่า เพียงเห็บกัดเพียงครั้งเดียว ก็สามารถส่งเชื้อพยาธิเม็ดเลือดให้กับสุนัขได้แล้วครับ ( ซึ่งเราอาจสังเกตไม่ทันก็เป็นได้ ) นอกจากนี้การดูแลทำความสะอาดบ้านก็เป็นเรื่องสำคัญครับ เพื่อลดปริมาณของเห็บ หมัดภายในที่อยู่อาศัยครับ ( ลำพังแค่ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันเพียงอย่างเดียว บางทีอาจไม่เพียงพอครับ )
การวินิจฉัยการติดเชื้อพยาธิเม็ดเลือด �ความซับซ้อนของการวินิจฉัยการติดเชื้อพยาธิเม็ดเลือดคือ
1.สมมติสุนัขได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกาย เข้าระบบเลือด
* ช่วงแรกของการติดเชื้อจะไม่พบการตอบสนองแอนติบอดีของร่างกาย ( ตรวจ test kit ผลเป็น ลบ ) , ตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR หรือ ดูด้วยสไลด์ อาจผลเป็นบวก
* ช่วงถัดมาเรื่มมีการตอบสนองของแอนตีบอดี้ ( ตรวจ test kit ผลเป็นบวก ) , ตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR หรือดูด้วยสไลด์ เป็นผลบวก
* ช่วงเรื้อรัง ตรวจ test kit เป็นบวก แต่ตรวจหาเชื้ออาจไม่พบเชื้อ ดังนั้นเราไม่อาจทราบได้เลยว่า ตอนนี้สุนัขติดเชื้ออยู่ในระยะใด
2. การตรวจหาการตอบสนองของแอนติบอดีร่างกาย ( ตรวจ test kit ) ผลบวก = มีการสัมผัสเชื้อตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จนถึง 6-8 เดือนที่ผ่านมา ( ดังนั้นอาจจะเป็นสาเหตุในครั้งนี้ หรือ ไม่ ก็ได้ ) , ผลลบ = ไม่มีการสัมผัสเชื้อจริงๆ หรือ เป็นช่วงแรกของการติดเชื้อก็เป็นได้ครับ
3. การตรวจหาเชื้อ ( ไม่ว่าจะเป็นการดูสไลด์ หรือ วิธี PCR ) ถ้าผลเป็นลบ = ไม่มีเชื้อในตัวอย่างเลือดที่ส่งตรวจ หรือเป็นการติดเชื้อแบบเรื้อรัง ( ที่ปริมาณเชื้อน้อยจึงตรวจไม่พบ )
ดังนั้นปัจจุบันคุณหมอจะใช้การวินิจฉัยแบบองค์รวมครับ โดยใช้ข้อมูลที่เป็นความเสี่ยงมาประเมิน ( ยิ่งมีความเสี่ยงมาก การวินิจฉัยจะแม่นยำมากยิ่งขึ้นครับ ) เรื่มตั้งแต่ สอบถามประวัติเลยครับ ( พบเจอเห็บ หมัดบนตัว ตามพื้น , เลี้ยงในบ้าน/ นอกบ้าน , มีไปเที่ยวนอกสถานที่หรือไม่ , ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันชนิดใด แบบใด และป้องกันล่าสุดเมื่อใด เป็นต้นครับ ) อาการที่สุนัขแสดงออก ( มีได้ตั้งแต่ ซึม , เบื่ออาหาร, อ่อนแรง , มีไข้ , เลือดกำเดาไหล , อึ ฉี่ มีเลือดปน , มีจุดเลือดออกตามตัว ) ตรวจทางห้องปฏิบัติการ ( ตรวจค่าค่าเม็ดเลือดแดง , เม็ดเลือดขาว , เกล็ดเลือด , ค่าตับ , ค่าไต , ค่าสารสีเหลือง , ตรวจ ph และอิเล็กโทรไลท์ในเลือด , ตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ ) ตรวจเฉพาะทางสำหรับพยาธิเม็ดเลือด ( ตรวจ test kit , ตรวจหาเชื้อจากเลือด ( ดูสไลด์ หรือ ส่งตรวจ pcr )
Related Content
หากน้องแมวมีอาการหายใจเสียงดัง กรนขณะนอน หายใจลำบาก หรือเหนื่อยง่ายกว่าปกติ อาจเกิดจากภาวะ เพดานอ่อนยาว (Elongated Soft Palate) ซึ่งเป็นความผิดปกติที่พบได้ในแมวบางสายพันธุ์ โดยเฉพาะแมวหน้าสั้น การตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมสามารถช่วยให้น้องแมวกลับมาหายใจได้สะดวกขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
การ ผ่าตัดเพดานอ่อนแมว เป็นหัตถการทางศัลยกรรมที่ช่วยแก้ไขความยาวของเพดานอ่อนที่ยื่นลงมาปิดกั้นทางเดินหายใจ ลดเสียงหายใจผิดปกติ ลดความเสี่ยงต่อภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น และช่วยให้น้องแมวใช้ชีวิตได้อย่างสบายมากขึ้น
ที่ ศูนย์การสัตวแพทย์ PKAH รังสิต มีทีมสัตวแพทย์ที่พร้อมดูแลด้าน ศัลยกรรมสัตว์เลี้ยง ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมการตรวจสุขภาพก่อนผ่าตัด การวางยาสลบอย่างปลอดภัย และการดูแลหลังผ่าตัดอย่างใกล้ชิด เพื่อให้น้องแมวได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
20 Jun 2026
ความซุกซนของสัตว์เลี้ยงอาจกลายเป็นเหตุฉุกเฉินที่เจ้าของไม่คาดคิด “น้องจิมมี่” สุนัขพันธุ์ปั๊ก อายุ 7 เดือน เข้ารับการรักษาที่ศูนย์การสัตวแพทย์ PKAH รังสิต หลังมีอาการอาเจียนต่อเนื่องนาน 5 วัน จากการกลืนสิ่งแปลกปลอมลงไปในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เกิดการอุดตัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
9 Jun 2026
บ่อยครั้งที่ปัญหาเรื่อง "กระดูกและข้อต่อ" เริ่มต้นจากสัญญาณเตือนเล็กๆ ในบ้านที่คุณพ่อคุณแม่อาจมองข้าม หรือคิดว่าเป็นเพียงเรื่องของอายุที่มากขึ้น...
10 Jul 2026


