ศูนย์โรคไตในสุนัขและแมว (Pet Kidney Disease Center) - ศูนย์การสัตวแพทย์ PKAH รังสิต
Last updated: 20 Dec 2025
406 Views

ศูนย์โรคไตในสุนัขและแมว (Pet Kidney Disease Center) - ศูนย์การสัตวแพทย์ PKAH รังสิต
โรคไตเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในสุนัขและแมว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัตว์เลี้ยงที่มีอายุมาก เนื่องจากเป็นอวัยวะที่สำคัญในการกรองของเสีย ควบคุมสมดุลน้ำและแร่ธาตุในร่างกาย และผลิตฮอร์โมนบางชนิด
โรคไตสามารถแบ่งออกได้เป็น ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury ; AKI) และ ไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease ; CKD)*
สาเหตุหลักของโรคไตในสุนัขแมว
โรคไตสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย แต่สาเหตุหลักๆ ได้แก่:
- ความเสื่อมตามวัย: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคไตวายเรื้อรัง โดยเฉพาะในแมวและสุนัขสูงวัย
- การได้รับสารพิษ: เช่น ยาบางชนิด สารเคมี สารหล่อเย็นในรถยนต์ (ethylene glycol) หรือพืชที่เป็นพิษ
- การติดเชื้อ: เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือโรคที่เกิดจากเชื้อโรค เช่น Leptospirosis หรือโณคฉี่หนู เป็นต้น
- โรคแทรกซ้อนอื่นๆ: เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ หรือภาวะนิ่วในไต/ทางเดินปัสสาวะ
- พันธุกรรม: สัตว์เลี้ยงบางสายพันธุ์อาจมีความเสี่ยงทางพันธุกรรม เช่น เป็น cyst ที่ไต หรือ ท่อการกรองของไตเสื่อมในสุนัขบางสายพันธุ์ เป็นต้น
2. สัญญาณและอาการที่ควรสังเกตโรคไตในสุนัขแมว
อาการของโรคไตในระยะแรกมักไม่ชัดเจน แต่จะเริ่มแสดงออกเมื่อไตสูญเสียการทำงานไปแล้วประมาณ 60%75% เจ้าของจึงควรสังเกตสัญญาณเหล่านี้:
- ดื่มน้ำมาก/ปัสสาวะมาก (PD/PU) เป็นสัญญาณแรกๆ ที่พบมากที่สุด เนื่องจากไตไม่สามารถเก็บน้ำไว้ได้ดี ทำให้ร่างกายพยายามดื่มน้ำมาชดเชย
- ซึม/อ่อนแรงขาดพลังงาน ไม่ร่าเริง ไม่เล่นเหมือนเดิม
- เบื่ออาหาร / น้ำหนักลดมีอาการคลื่นไส้จากการสะสมของ ของเสียในเลือด (Uremia) ทำให้กินอาหารลดลงและน้ำหนักลด
- อาเจียน / ท้องเสียการสะสมของของเสียทำให้เกิดการระคายเคือง ในระบบทางเดินอาหาร
- กลิ่นปากเหม็นมีกลิ่นคล้ายแอมโมเนียหรือกลิ่นยูเรีย (Uremic Breath) และอาจมีแผลในช่องปากร่วมด้วย
- ภาวะโลหิตจาง เนื่องจากไตสร้างฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงไปที่ไขกระดูก (โณงงานสร้างเม็ดเลือด) ได้น้อยลง ทำให้เหงือกซีด
- ชัก / ตาบอดในกรณีที่รุนแรง อาจเกิดจากความดันโลหิตสูงมาก หรือของเสียในเลือดสูงมากจนกระทบต่อระบบประสาท
3. การรักษาและการจัดการโรคไตในสุนัขแมว
โรคไตวายเรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การจัดการที่ถูกต้องสามารถชะลอการเสื่อมของไตและเพิ่มคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงได้:
- อาหารสำหรับโรคไต (Renal Diet) : เป็นหัวใจสำคัญของการรักษา อาหารจะมีการควบคุมปริมาณ ฟอสฟอรัส และ โปรตีน ในระดับที่เหมาะสม รวมถึงมีการเพิ่มกรดไขมันจำเป็น
- การให้สารน้ำ: การให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดในระยะแรก และปรับการให้ใต้ผิวหนังในระยะต่อมา ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ เพื่อช่วยขับของเสียออกจากร่างกายและป้องกันภาวะขาดน้ำ
- การใช้ยา:
* ยาควบคุมความดันโลหิต
* ยาควบคุมระดับฟอสฟอรัสในเลือด (Phosphate Binders)
* ยาช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง (ในกรณีที่มีภาวะโลหิตจางรุนแรง)
* ยาควบคุมอาการคลื่นไส้อาเจียน
- การรักษาขั้นสูง: ในกรณีที่ไตวายเฉียบพลันหรือเรื้อรังรุนแรง อาจมีการพิจารณา การฟอกไต (Dialysis) เพื่อช่วยกำจัดของเสียออกจากเลือดโดยตรง
สิ่งสำคัญที่สุด คือ การพาไปตรวจสุขภาพเป็นประจำ (อย่างน้อยปีละครั้ง) โดยเฉพาะการตรวจค่าไต SDMA ซึ่งสามารถตรวจพบการทำงานของไตที่ผิดปกติได้เร็วกว่าการตรวจค่า Creatinine แบบเดิม จะช่วยให้สัตวแพทย์วางแผนการรักษาได้ทันท่วงทีและยืดอายุสัตว์เลี้ยงของคุณได้นานขึ้น
โรคไตเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในสุนัขและแมว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัตว์เลี้ยงที่มีอายุมาก เนื่องจากเป็นอวัยวะที่สำคัญในการกรองของเสีย ควบคุมสมดุลน้ำและแร่ธาตุในร่างกาย และผลิตฮอร์โมนบางชนิด
โรคไตสามารถแบ่งออกได้เป็น ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury ; AKI) และ ไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease ; CKD)*
สาเหตุหลักของโรคไตในสุนัขแมว
โรคไตสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย แต่สาเหตุหลักๆ ได้แก่:
- ความเสื่อมตามวัย: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคไตวายเรื้อรัง โดยเฉพาะในแมวและสุนัขสูงวัย
- การได้รับสารพิษ: เช่น ยาบางชนิด สารเคมี สารหล่อเย็นในรถยนต์ (ethylene glycol) หรือพืชที่เป็นพิษ
- การติดเชื้อ: เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือโรคที่เกิดจากเชื้อโรค เช่น Leptospirosis หรือโณคฉี่หนู เป็นต้น
- โรคแทรกซ้อนอื่นๆ: เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ หรือภาวะนิ่วในไต/ทางเดินปัสสาวะ
- พันธุกรรม: สัตว์เลี้ยงบางสายพันธุ์อาจมีความเสี่ยงทางพันธุกรรม เช่น เป็น cyst ที่ไต หรือ ท่อการกรองของไตเสื่อมในสุนัขบางสายพันธุ์ เป็นต้น
2. สัญญาณและอาการที่ควรสังเกตโรคไตในสุนัขแมว
อาการของโรคไตในระยะแรกมักไม่ชัดเจน แต่จะเริ่มแสดงออกเมื่อไตสูญเสียการทำงานไปแล้วประมาณ 60%75% เจ้าของจึงควรสังเกตสัญญาณเหล่านี้:
- ดื่มน้ำมาก/ปัสสาวะมาก (PD/PU) เป็นสัญญาณแรกๆ ที่พบมากที่สุด เนื่องจากไตไม่สามารถเก็บน้ำไว้ได้ดี ทำให้ร่างกายพยายามดื่มน้ำมาชดเชย
- ซึม/อ่อนแรงขาดพลังงาน ไม่ร่าเริง ไม่เล่นเหมือนเดิม
- เบื่ออาหาร / น้ำหนักลดมีอาการคลื่นไส้จากการสะสมของ ของเสียในเลือด (Uremia) ทำให้กินอาหารลดลงและน้ำหนักลด
- อาเจียน / ท้องเสียการสะสมของของเสียทำให้เกิดการระคายเคือง ในระบบทางเดินอาหาร
- กลิ่นปากเหม็นมีกลิ่นคล้ายแอมโมเนียหรือกลิ่นยูเรีย (Uremic Breath) และอาจมีแผลในช่องปากร่วมด้วย
- ภาวะโลหิตจาง เนื่องจากไตสร้างฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงไปที่ไขกระดูก (โณงงานสร้างเม็ดเลือด) ได้น้อยลง ทำให้เหงือกซีด
- ชัก / ตาบอดในกรณีที่รุนแรง อาจเกิดจากความดันโลหิตสูงมาก หรือของเสียในเลือดสูงมากจนกระทบต่อระบบประสาท
3. การรักษาและการจัดการโรคไตในสุนัขแมว
โรคไตวายเรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การจัดการที่ถูกต้องสามารถชะลอการเสื่อมของไตและเพิ่มคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงได้:
- อาหารสำหรับโรคไต (Renal Diet) : เป็นหัวใจสำคัญของการรักษา อาหารจะมีการควบคุมปริมาณ ฟอสฟอรัส และ โปรตีน ในระดับที่เหมาะสม รวมถึงมีการเพิ่มกรดไขมันจำเป็น
- การให้สารน้ำ: การให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดในระยะแรก และปรับการให้ใต้ผิวหนังในระยะต่อมา ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ เพื่อช่วยขับของเสียออกจากร่างกายและป้องกันภาวะขาดน้ำ
- การใช้ยา:
* ยาควบคุมความดันโลหิต
* ยาควบคุมระดับฟอสฟอรัสในเลือด (Phosphate Binders)
* ยาช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง (ในกรณีที่มีภาวะโลหิตจางรุนแรง)
* ยาควบคุมอาการคลื่นไส้อาเจียน
- การรักษาขั้นสูง: ในกรณีที่ไตวายเฉียบพลันหรือเรื้อรังรุนแรง อาจมีการพิจารณา การฟอกไต (Dialysis) เพื่อช่วยกำจัดของเสียออกจากเลือดโดยตรง
สิ่งสำคัญที่สุด คือ การพาไปตรวจสุขภาพเป็นประจำ (อย่างน้อยปีละครั้ง) โดยเฉพาะการตรวจค่าไต SDMA ซึ่งสามารถตรวจพบการทำงานของไตที่ผิดปกติได้เร็วกว่าการตรวจค่า Creatinine แบบเดิม จะช่วยให้สัตวแพทย์วางแผนการรักษาได้ทันท่วงทีและยืดอายุสัตว์เลี้ยงของคุณได้นานขึ้น
Related Content
ธนาคารเลือดสัตว์เลี้ยง คือระบบการจัดเก็บ คัดกรอง และสำรองเลือดจากสุนัขหรือแมวที่มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อเตรียมไว้สำหรับรักษาสัตว์ป่วยที่ต้องการเลือดอย่างเร่งด่วน เรามี Donor สัตว์เลี้ยงบริจาคเลือดจะต้องผ่านการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด ทั้งการตรวจโรคติดต่อ ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจกรุ๊ปเลือด และประเมินความพร้อมทางร่างกาย เพื่อให้มั่นใจว่าเลือดที่ได้รับมีความปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการรักษาสัตว์ป่วย
18 Jun 2026
การติดเชื้อพยาธิเม็ดเลือดในสุนัข มักเป็นกลุ่มเชื้อโรคที่แอบอยู่ในเลือดของสุนัข ( บางชนิดแอบในเม็ดเลือดแดง , เม็ดเลือดขาว , เกล็ดเลือด แล้วแต่ชนิดของเชื้อ ) มีเห็บเป็นตัวนำเชื้อ เชื้อเกี่ยวข้องที่พบได้บ่อยๆ คือ E.canis , Babesia , Anaplasma อาการของการติดเชื้อมีตั้งแต่ ซึม , ไม่ร่าเริง , กินอาหารน้อยลง , ตัวร้อน มีไข้ , มีจ้ำแดงที่เหงือกหรือตามตัว , ตัวเหลืองหรือดีซ่าน , เลือดกำเดาไหล , อึ ฉี่ อาเจียนเป็นเลือด
21 Dec 2025
วงจรชีวิตของเห็บและหมัด จะอาศัยอยู่บนตัวสุนัขและแมวทั้งหมด 3 ครั้ง เมื่อเห็บสุนัขตัวเมียกินเลือดเสร็จจากสุนัข จะลงมาวางไข่ในสิ่งแวดล้อม หลังจากนั้นไข่จะฟักตัวออกมาเป็นตัวอ่อนระยะที่ 1 หลังจากฟักตัวจะขึ้นไปบนสุนัขอีกรอบ เพื่อเข้าไปกินเลือดและลงมาฟักตัวเป็นระยะ นิ้ม หลังจากนั้น Nymph ก็จะขึ้นไปบนตัวสุนัขไปกินเลือดเป็นครั้งที่ 2 และจะลงมาฟักตัวเป็นตัวเต็มวัย และตัวเต็มวัยทั้งเพศผู้เพศเมียก็จะกินเลือดสุนัขเป็นครั้งที่ 3 และสืบพันธุ์กันเพื่อทำให้เกิดการวางไข่ต่อไป โดยวงจรชีวิตของเห็บจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ฉะนั้นควรทำการป้องกันเห็บ อย่างน้อยเป็นเวลา 3 เดือน อย่างต่อเนื่องครับ
22 Dec 2025


