โรคระบบทางเดินปัสสาวะเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในสุนัขและแมว
Last updated: 19 Dec 2025
461 Views

โรคระบบทางเดินปัสสาวะเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในสุนัขและแมว
ความรุนแรงของโรคมีตั้งแต่ระดับที่ไม่ซับซ้อนไปจนถึงภาวะฉุกเฉินที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะท่อปัสสาวะอุดตัน
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินปัสสาวะ
ความเครียด (Stress): เป็นปัจจัยกระตุ้นหลักของ FIC ในแมว ความเครียดอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่อยู่, สมาชิกใหม่ในบ้าน, หรือการมีปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับแมวตัวอื่น
การดื่มน้ำน้อย: ทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง นำไปสู่การสะสมของผลึกและนิ่ว
อาหาร: อาหารที่มีแร่ธาตุสูง (โดยเฉพาะแมกนีเซียม) หรืออาหารเม็ดที่ความชื้นต่ำ
ความอ้วนและการไม่ออกกำลังกาย: โดยเฉพาะในแมวที่เลี้ยงในบ้าน
การกลั้นปัสสาวะนาน: เพิ่มโอกาสการติดเชื้อและนิ่ว
โรคประจำตัว: เช่น เบาหวาน หรือโรคไตเรื้อรัง อาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อน (Complicated UTI)
การรักษา
ภาวะท่อปัสสาวะอุดตันเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์! ต้องนำสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์ทันทีเพื่อทำการสวนท่อปัสสาวะ (Catheterization) เพื่อระบายปัสสาวะ และแก้ไขภาวะเกลือแร่ผิดปกติ
การติดเชื้อแบคทีเรีย (UTI)ให้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ โดยทั่วไปจะให้เป็นเวลา 7-14 วัน หรือตามผลการเพาะเชื้อ อาจมียาบรรเทาปวดร่วมด้วย
นิ่วในกระเพาะปัสสาวะชนิด Struvite: ใช้อาหารสูตรพิเศษที่ช่วยละลายนิ่ว และต้องมีการติดตามผลเป็นระยะ ชนิด Calcium Oxalate หรือชนิดที่ไม่ละลาย: อาจจำเป็นต้องผ่าตัดหรือส่องกล้องนำนิ่วออก
กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากความเครียด (FIC)การจัดการความเครียด: จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม (เช่น เพิ่มกระบะทราย, จัดมุมส่วนตัว) การจัดการอาหาร: เปลี่ยนเป็นอาหารเปียกหรือเพิ่มน้ำในอาหารเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำที่ได้รับ การให้ยา: อาจใช้ยาบรรเทาปวด ยาคลายกังวล หรือยาที่ช่วยปรับสภาพเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะ
การดูแลทั่วไปส่งเสริมให้ดื่มน้ำมากขึ้น (เช่น วางชามน้ำหลายจุด, ใช้น้ำพุแมว) และจัดการน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
คำแนะนำที่สำคัญ:
หากคุณสงสัยว่าสุนัขหรือแมวของคุณมีอาการของโรคระบบทางเดินปัสสาวะ ควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์ทันที เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง การพยายามรักษาเองที่บ้านอาจทำให้อาการแย่ลงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้
ความรุนแรงของโรคมีตั้งแต่ระดับที่ไม่ซับซ้อนไปจนถึงภาวะฉุกเฉินที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะท่อปัสสาวะอุดตัน
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินปัสสาวะ
ความเครียด (Stress): เป็นปัจจัยกระตุ้นหลักของ FIC ในแมว ความเครียดอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่อยู่, สมาชิกใหม่ในบ้าน, หรือการมีปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับแมวตัวอื่น
การดื่มน้ำน้อย: ทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง นำไปสู่การสะสมของผลึกและนิ่ว
อาหาร: อาหารที่มีแร่ธาตุสูง (โดยเฉพาะแมกนีเซียม) หรืออาหารเม็ดที่ความชื้นต่ำ
ความอ้วนและการไม่ออกกำลังกาย: โดยเฉพาะในแมวที่เลี้ยงในบ้าน
การกลั้นปัสสาวะนาน: เพิ่มโอกาสการติดเชื้อและนิ่ว
โรคประจำตัว: เช่น เบาหวาน หรือโรคไตเรื้อรัง อาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อน (Complicated UTI)
การรักษา
ภาวะท่อปัสสาวะอุดตันเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์! ต้องนำสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์ทันทีเพื่อทำการสวนท่อปัสสาวะ (Catheterization) เพื่อระบายปัสสาวะ และแก้ไขภาวะเกลือแร่ผิดปกติ
การติดเชื้อแบคทีเรีย (UTI)ให้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ โดยทั่วไปจะให้เป็นเวลา 7-14 วัน หรือตามผลการเพาะเชื้อ อาจมียาบรรเทาปวดร่วมด้วย
นิ่วในกระเพาะปัสสาวะชนิด Struvite: ใช้อาหารสูตรพิเศษที่ช่วยละลายนิ่ว และต้องมีการติดตามผลเป็นระยะ ชนิด Calcium Oxalate หรือชนิดที่ไม่ละลาย: อาจจำเป็นต้องผ่าตัดหรือส่องกล้องนำนิ่วออก
กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากความเครียด (FIC)การจัดการความเครียด: จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม (เช่น เพิ่มกระบะทราย, จัดมุมส่วนตัว) การจัดการอาหาร: เปลี่ยนเป็นอาหารเปียกหรือเพิ่มน้ำในอาหารเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำที่ได้รับ การให้ยา: อาจใช้ยาบรรเทาปวด ยาคลายกังวล หรือยาที่ช่วยปรับสภาพเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะ
การดูแลทั่วไปส่งเสริมให้ดื่มน้ำมากขึ้น (เช่น วางชามน้ำหลายจุด, ใช้น้ำพุแมว) และจัดการน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
คำแนะนำที่สำคัญ:
หากคุณสงสัยว่าสุนัขหรือแมวของคุณมีอาการของโรคระบบทางเดินปัสสาวะ ควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์ทันที เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง การพยายามรักษาเองที่บ้านอาจทำให้อาการแย่ลงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้
Related Content
การฟื้นฟูร่างกายและการเคลื่อนไหวของสัตว์เลี้ยง เพื่อช่วยลดอาการปวด เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด โดยมักใช้ร่วมกับการรักษาทางสัตวแพทย์ เช่น หลังผ่าตัด โรคข้อเสื่อม หรืออาการทางระบบประสาท
18 May 2026
บริการอาบน้ำตัดขน ศูนย์การสัตวแพทย์ PKAH รังสิต ดูแลความสะอาดและเสริมความน่ารักของน้อง ๆ อย่างมืออาชีพ โดยทีมงานที่มีประสบการณ์ เข้าใจพฤติกรรมสัตว์เลี้ยง พร้อมสถานที่สะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐาน เพื่อความสบายใจของผู้ปกครองทุกท่าน
8 Apr 2026
วงจรชีวิตของเห็บและหมัด จะอาศัยอยู่บนตัวสุนัขและแมวทั้งหมด 3 ครั้ง เมื่อเห็บสุนัขตัวเมียกินเลือดเสร็จจากสุนัข จะลงมาวางไข่ในสิ่งแวดล้อม หลังจากนั้นไข่จะฟักตัวออกมาเป็นตัวอ่อนระยะที่ 1 หลังจากฟักตัวจะขึ้นไปบนสุนัขอีกรอบ เพื่อเข้าไปกินเลือดและลงมาฟักตัวเป็นระยะ นิ้ม หลังจากนั้น Nymph ก็จะขึ้นไปบนตัวสุนัขไปกินเลือดเป็นครั้งที่ 2 และจะลงมาฟักตัวเป็นตัวเต็มวัย และตัวเต็มวัยทั้งเพศผู้เพศเมียก็จะกินเลือดสุนัขเป็นครั้งที่ 3 และสืบพันธุ์กันเพื่อทำให้เกิดการวางไข่ต่อไป โดยวงจรชีวิตของเห็บจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ฉะนั้นควรทำการป้องกันเห็บ อย่างน้อยเป็นเวลา 3 เดือน อย่างต่อเนื่องครับ
22 Dec 2025


