Share

CT Scan vs MRI ต่างกันยังไง? และแบบไหนเหมาะกับสัตว์เลี้ยงของคุณมากที่สุด?

Last updated: 24 May 2026
803 Views
CT Scan vs MRI ต่างกันยังไง? และแบบไหนเหมาะกับสัตว์เลี้ยงของคุณมากที่สุด?

เมื่อสัตว์เลี้ยงมีอาการป่วยที่ต้องตรวจวินิจฉัยเชิงลึก หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “CT Scan” และ “MRI” แต่ยังไม่แน่ใจว่าแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับน้องหมาหรือน้องแมวของเรา วันนี้มาทำความเข้าใจแบบง่าย ๆ กัน

CT Scan คืออะไร?
CT Scan (Computed Tomography) คือการตรวจด้วยรังสีเอกซเรย์หลายมุม แล้วนำภาพมาประมวลผลเป็นภาพตัดขวางแบบละเอียด ช่วยให้เห็นโครงสร้างภายในร่างกายได้ชัดเจนกว่าการเอกซเรย์ทั่วไป

เหมาะสำหรับตรวจ
  • กระดูกและข้อ
  • โพรงจมูก
  • ช่องอกและปอด
  • ก้อนเนื้อหรือมะเร็งบางชนิด
  • อุบัติเหตุ กระดูกแตก กระดูกหัก
  • การวางแผนก่อนผ่าตัด
จุดเด่น
  • ตรวจได้รวดเร็ว
  • เห็นรายละเอียดกระดูกและอวัยวะได้ชัด
  • เหมาะกับเคสฉุกเฉิน
  • ใช้เวลาวางยาสลบไม่นาน

MRI คืออะไร?
MRI (Magnetic Resonance Imaging) คือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ไม่ใช้รังสีเอกซเรย์ จุดเด่นคือสามารถเห็นรายละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อน เส้นประสาท และสมองได้ชัดมาก

เหมาะสำหรับตรวจ
  • สมองและระบบประสาท
  • หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
  • อาการชัก
  • เดินเซ อ่อนแรง
  • โรคเกี่ยวกับไขสันหลัง
  • กล้ามเนื้อและเส้นเอ็น

จุดเด่น
  • เห็นเนื้อเยื่ออ่อนได้ละเอียดมาก
  • เหมาะกับโรคทางระบบประสาท
  • ช่วยวินิจฉัยโรคที่ CT Scan อาจเห็นไม่ชัด
  • แล้วควรเลือกแบบไหน?

จริง ๆ แล้ว “ไม่มีแบบไหนดีกว่าเสมอไป” เพราะขึ้นอยู่กับอาการของสัตว์เลี้ยงและดุลยพินิจของสัตวแพทย์
หากสงสัยปัญหา “กระดูก ปอด หรืออุบัติเหตุ” → CT Scan มักเหมาะกว่า
หากสงสัย “สมอง เส้นประสาท หรือไขสันหลัง” → MRI จะให้รายละเอียดดีกว่า
ในบางกรณี สัตวแพทย์อาจแนะนำทั้ง 2 แบบร่วมกัน เพื่อให้วินิจฉัยได้แม่นยำที่สุด

สัตว์เลี้ยงต้องดมยาสลบไหม?
โดยทั่วไป ทั้ง CT Scan และ MRI จำเป็นต้องมีการวางยาสลบหรือยานอนหลับ เพราะสัตว์เลี้ยงต้องนอนนิ่งระหว่างตรวจ เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดและปลอดภัย

การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา
เทคโนโลยีทางสัตวแพทย์สมัยใหม่ช่วยให้สามารถค้นหาสาเหตุของโรคได้เร็วขึ้น วางแผนการรักษาได้ตรงจุด และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสัตว์เลี้ยงของเรา

Related Content
สุนัขกลืนสิ่งแปลกปลอม, สุนัขกินของแปลก, สิ่งแปลกปลอมอุดตันกระเพาะอาหารสุนัข, สุนัขอาเจียนจากสิ่งแปลกปลอม, สุนัขอาเจียนไม่หยุด, สุนัขกินของเล่นเข้าไป, สุนัขกลืนวัตถุแปลกปลอม, สิ่งแปลกปลอมในกระเพาะอาหารสุนัข, ส่องกล้องกระเพาะอาหารสุนัข, ส่องกล้องทางเดินอาหา
ความซุกซนของสัตว์เลี้ยงอาจกลายเป็นเหตุฉุกเฉินที่เจ้าของไม่คาดคิด “น้องจิมมี่” สุนัขพันธุ์ปั๊ก อายุ 7 เดือน เข้ารับการรักษาที่ศูนย์การสัตวแพทย์ PKAH รังสิต หลังมีอาการอาเจียนต่อเนื่องนาน 5 วัน จากการกลืนสิ่งแปลกปลอมลงไปในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เกิดการอุดตัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
9 Jun 2026
ศูนย์แอดมิดสัตว์ป่วย 24 ชั่วโมง (รังสิต-ปทุมธานี) ศูนย์การสัตวแพทย์ PKAH รังสิต  ดูแลสัตว์ป่วยทุกตัวด้วยความใส่ใจ เพราะสำหรับเรา…
ดูแลสัตว์ป่วยทุกตัวด้วยความใส่ใจ เพราะสำหรับเรา…ทุกลมหายใจของน้องหมาน้องแมว คือความเชื่อใจที่เจ้าของฝากอีก 1 ชีวิตไว้ให้เราดูแล เราจึงให้ความสำคัญกับการแอดมิดสัตว์ป่วย และบริการฝากเลี้ยงเพื่อการดูแล สำหรับสัตว์เลี้ยงทุกตัวได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับสัตว์ป่วย ทีมสัตวแพทย์จะวางแผนการรักษา และมอนิเตอร์อาการอย่างใกล้ชิด เช่นการป้อนยาตรงเวลา การพาน้องไปเดินอุจจาระ ปัสสาวะ การเลือกอาหารที่เหมาะสมกับโรค การป้อนน้ำให้เพียงพอต่อร่างกายของสัตว์เลี้ยง… เพราะทุกช่วงเวลาคือ การรักษาที่เหมาะสม…สงผลต่อการฟื้นตัวของน้องหมาน้องแมว
26 Apr 2026
เมื่อเกล็ดเลือดถูกทำลายจากภูมิคุ้มกันตัวเองในสุนัข(ITP หรือ IMT)
ปกติแล้วเกล็ดเลือดจะทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหยุดเลือดออกครับ เปรียบเหมือนอิฐที่ไปอุดรูรั่วของบาดแผล ( ร่วมกับปัจจัยการแข็งตัวของเลือดอื่นๆ ที่ทำให้การหยุดของเลือดสมบูรณ์ ) ดังนั้นแน่นอน ถ้าปริมาณเกล็ดเลือดน้อยลง โอกาสที่เลือดจะออกมานอกเส้นเลือด จะมีมากขึ้น เลือดออกนอกร่างกาย = เลือดออกจากจมูก , เลือดปนออกมากับปัสสาวะ อุจจาระ , เลือดออกจากบาดแผล เลือดออกมาแล้วอยู่ในร่างกาย = มีจุดจ้ำเลือด ช้ำใต้ผิวหนัง , มีเลือดในช่องอก ช่องท้อง
22 Dec 2025
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Privacy Policy and Cookies Policy
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy