นิ่วในกระเพาะปัสสาวะแมว มีอาการอย่างไร?
อัพเดทล่าสุด: 26 ก.ค. 2026
334 ผู้เข้าชม

นิ่วในกระเพาะปัสสาวะแมว มีอาการอย่างไร?
รู้ทันก่อนเสี่ยงอุดตันทางเดินปัสสาวะ
นิ่วในกระเพาะปัสสาวะแมว (Feline Bladder Stones หรือ Urolithiasis) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในแมวทุกช่วงวัย เกิดจากการตกผลึกของแร่ธาตุในปัสสาวะจนรวมตัวเป็นก้อนนิ่ว ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ ปัสสาวะลำบาก และในบางรายอาจเกิดภาวะท่อปัสสาวะอุดตัน ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว
นิ่วในกระเพาะปัสสาวะแมวเกิดจากอะไร?
สาเหตุของการเกิดนิ่วมีหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
- ดื่มน้ำน้อย ทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้น
- รับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุบางชนิดสูง
- การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (พบได้น้อยในแมว)
- ความผิดปกติของค่าความเป็นกรด-ด่างในปัสสาวะ
- พันธุกรรมหรือความผิดปกติของระบบเผาผลาญ
- แมวที่มีน้ำหนักเกินหรือเคลื่อนไหวน้อย
อาการของนิ่วในกระเพาะปัสสาวะแมว
เจ้าของสามารถสังเกตอาการได้ดังนี้
- ปัสสาวะบ่อย แต่ปัสสาวะออกครั้งละน้อย
- เบ่งปัสสาวะนาน หรือร้องขณะปัสสาวะ
- ปัสสาวะมีเลือดปน
- ปัสสาวะนอกกระบะทราย
- เลียอวัยวะเพศบ่อยผิดปกติ
- ซึม เบื่ออาหาร
- ท้องแข็งหรือปวดท้อง
หากเกิดการอุดตันของท่อปัสสาวะ จะมีอาการดังนี้
- ไม่สามารถปัสสาวะได้เลย
- เบ่งปัสสาวะตลอดเวลา
- กระวนกระวาย ร้องเสียงดัง
- อาเจียน ซึมมาก
- หมดแรง หรือหมดสติ
หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพาแมวพบสัตวแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นภาวะฉุกเฉินที่อันตรายถึงชีวิตภายใน 24–48 ชั่วโมง
สัตวแพทย์วินิจฉัยอย่างไร?
เพื่อยืนยันการวินิจฉัย สัตวแพทย์อาจแนะนำการตรวจดังนี้
- ตรวจร่างกายและคลำกระเพาะปัสสาวะ
- ตรวจปัสสาวะเพื่อหาผลึก เลือด หรือการติดเชื้อ
- เอกซเรย์ (X-ray) เพื่อตรวจหาก้อนนิ่ว
- อัลตราซาวด์กระเพาะปัสสาวะ
- ตรวจเลือด หากสงสัยว่ามีผลกระทบต่อไต
วิธีรักษานิ่วในกระเพาะปัสสาวะแมว
แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของนิ่ว ได้แก่
1. ปรับอาหารรักษานิ่ว
นิ่วบางชนิด เช่น Struvite สามารถละลายได้ด้วยอาหารสูตรเฉพาะภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์
2. ให้ยา
- ยาลดการอักเสบ
- ยาแก้ปวด
- ยาปฏิชีวนะ (หากมีการติดเชื้อ)
3. การผ่าตัดเอานิ่วออก
หากนิ่วมีขนาดใหญ่ จำนวนมาก หรือไม่สามารถละลายได้ จำเป็นต้องผ่าตัดนำก้อนนิ่วออก
4. รักษาภาวะท่อปัสสาวะอุดตัน
สัตวแพทย์จะทำการใส่สายสวนปัสสาวะ ระบายปัสสาวะ และให้สารน้ำทางหลอดเลือดอย่างเร่งด่วน
ป้องกันนิ่วในแมวได้อย่างไร?
สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีดังนี้
- กระตุ้นให้แมวดื่มน้ำมากขึ้น
- ใช้น้ำพุแมวเพื่อเพิ่มความสนใจในการดื่มน้ำ
- ให้อาหารเปียกสลับกับอาหารเม็ด
- เลือกอาหารที่เหมาะกับสุขภาพทางเดินปัสสาวะ
- ทำความสะอาดกระบะทรายเป็นประจำ
- พาแมวตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะแมวอายุ 7 ปีขึ้นไป
เมื่อไหร่ควรรีบพบสัตวแพทย์?
หากแมวมีอาการต่อไปนี้ ไม่ควรรอดูอาการ
- เบ่งปัสสาวะหลายครั้งแต่ไม่มีปัสสาวะออก
- ปัสสาวะมีเลือด
- ซึม ไม่กินอาหาร
- อาเจียนร่วมกับปัสสาวะลำบาก
- ปวดท้องหรือร้องผิดปกติ
การรักษาอย่างรวดเร็วช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวได้อย่างมาก
นิ่วในกระเพาะปัสสาวะแมวเป็นโรคที่พบได้บ่อย และหากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะท่อปัสสาวะอุดตันซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต การสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะเป็นเลือด หรือเบ่งปัสสาวะบ่อย พร้อมรีบพาไปพบสัตวแพทย์ จะช่วยให้แมวได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
รู้ทันก่อนเสี่ยงอุดตันทางเดินปัสสาวะ
นิ่วในกระเพาะปัสสาวะแมว (Feline Bladder Stones หรือ Urolithiasis) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในแมวทุกช่วงวัย เกิดจากการตกผลึกของแร่ธาตุในปัสสาวะจนรวมตัวเป็นก้อนนิ่ว ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ ปัสสาวะลำบาก และในบางรายอาจเกิดภาวะท่อปัสสาวะอุดตัน ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว
นิ่วในกระเพาะปัสสาวะแมวเกิดจากอะไร?
สาเหตุของการเกิดนิ่วมีหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
- ดื่มน้ำน้อย ทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้น
- รับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุบางชนิดสูง
- การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (พบได้น้อยในแมว)
- ความผิดปกติของค่าความเป็นกรด-ด่างในปัสสาวะ
- พันธุกรรมหรือความผิดปกติของระบบเผาผลาญ
- แมวที่มีน้ำหนักเกินหรือเคลื่อนไหวน้อย
อาการของนิ่วในกระเพาะปัสสาวะแมว
เจ้าของสามารถสังเกตอาการได้ดังนี้
- ปัสสาวะบ่อย แต่ปัสสาวะออกครั้งละน้อย
- เบ่งปัสสาวะนาน หรือร้องขณะปัสสาวะ
- ปัสสาวะมีเลือดปน
- ปัสสาวะนอกกระบะทราย
- เลียอวัยวะเพศบ่อยผิดปกติ
- ซึม เบื่ออาหาร
- ท้องแข็งหรือปวดท้อง
หากเกิดการอุดตันของท่อปัสสาวะ จะมีอาการดังนี้
- ไม่สามารถปัสสาวะได้เลย
- เบ่งปัสสาวะตลอดเวลา
- กระวนกระวาย ร้องเสียงดัง
- อาเจียน ซึมมาก
- หมดแรง หรือหมดสติ
หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพาแมวพบสัตวแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นภาวะฉุกเฉินที่อันตรายถึงชีวิตภายใน 24–48 ชั่วโมง
สัตวแพทย์วินิจฉัยอย่างไร?
เพื่อยืนยันการวินิจฉัย สัตวแพทย์อาจแนะนำการตรวจดังนี้
- ตรวจร่างกายและคลำกระเพาะปัสสาวะ
- ตรวจปัสสาวะเพื่อหาผลึก เลือด หรือการติดเชื้อ
- เอกซเรย์ (X-ray) เพื่อตรวจหาก้อนนิ่ว
- อัลตราซาวด์กระเพาะปัสสาวะ
- ตรวจเลือด หากสงสัยว่ามีผลกระทบต่อไต
วิธีรักษานิ่วในกระเพาะปัสสาวะแมว
แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของนิ่ว ได้แก่
1. ปรับอาหารรักษานิ่ว
นิ่วบางชนิด เช่น Struvite สามารถละลายได้ด้วยอาหารสูตรเฉพาะภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์
2. ให้ยา
- ยาลดการอักเสบ
- ยาแก้ปวด
- ยาปฏิชีวนะ (หากมีการติดเชื้อ)
3. การผ่าตัดเอานิ่วออก
หากนิ่วมีขนาดใหญ่ จำนวนมาก หรือไม่สามารถละลายได้ จำเป็นต้องผ่าตัดนำก้อนนิ่วออก
4. รักษาภาวะท่อปัสสาวะอุดตัน
สัตวแพทย์จะทำการใส่สายสวนปัสสาวะ ระบายปัสสาวะ และให้สารน้ำทางหลอดเลือดอย่างเร่งด่วน
ป้องกันนิ่วในแมวได้อย่างไร?
สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีดังนี้
- กระตุ้นให้แมวดื่มน้ำมากขึ้น
- ใช้น้ำพุแมวเพื่อเพิ่มความสนใจในการดื่มน้ำ
- ให้อาหารเปียกสลับกับอาหารเม็ด
- เลือกอาหารที่เหมาะกับสุขภาพทางเดินปัสสาวะ
- ทำความสะอาดกระบะทรายเป็นประจำ
- พาแมวตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะแมวอายุ 7 ปีขึ้นไป
เมื่อไหร่ควรรีบพบสัตวแพทย์?
หากแมวมีอาการต่อไปนี้ ไม่ควรรอดูอาการ
- เบ่งปัสสาวะหลายครั้งแต่ไม่มีปัสสาวะออก
- ปัสสาวะมีเลือด
- ซึม ไม่กินอาหาร
- อาเจียนร่วมกับปัสสาวะลำบาก
- ปวดท้องหรือร้องผิดปกติ
การรักษาอย่างรวดเร็วช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวได้อย่างมาก
นิ่วในกระเพาะปัสสาวะแมวเป็นโรคที่พบได้บ่อย และหากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะท่อปัสสาวะอุดตันซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต การสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะเป็นเลือด หรือเบ่งปัสสาวะบ่อย พร้อมรีบพาไปพบสัตวแพทย์ จะช่วยให้แมวได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคข้อเสื่อมในสุนัข (Osteoarthritis ) คือภาวะที่กระดูกอ่อนในข้อต่อเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดการอักเสบ มีอาการปวด และเคลื่อนไหวลำบาก มักพบในสุนัขสูงอายุหรือพันธุ์ใหญ่
14 ม.ค. 2026
“ว่ายน้ำ และลู่วิ่งใต้น้ำ” หนึ่งในรูปแบบกายภาพบำบัดที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายของสุนัขและแมวอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยแรงพยุงของน้ำช่วยลดแรงกระแทกต่อข้อและกระดูก ทำให้สัตว์เลี้ยงสามารถออกกำลังกายได้อย่างปลอดภัยและสบายตัวมากขึ้น
18 พ.ค. 2026
อาการขนร่วงที่ “ผิดปกติ” ในสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว เป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่อาจบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพ ไม่ใช่เพียงการผลัดขนตามธรรมชาติ การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้น้อง ๆ ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างทันท่วงที
26 เม.ย. 2026


