CT Scan ช่วยวินิจฉัยโรคอะไรในสุนัขและแมวได้บ้าง? - ศูนย์การสัตวแพทย์ PKAH รังสิต
อัพเดทล่าสุด: 8 มี.ค. 2026
284 ผู้เข้าชม

CT Scan ช่วยวินิจฉัยโรคอะไรในสุนัขและแมวได้บ้าง?
การตรวจ CT Scan (Computed Tomography) เป็นเทคโนโลยีการถ่ายภาพทางการแพทย์ที่ให้ภาพภายในร่างกายสัตว์เลี้ยงแบบ สามมิติ ทำให้สัตวแพทย์สามารถเห็นรายละเอียดของ อวัยวะ กระดูก และเนื้อเยื่อ ได้ชัดเจนกว่าการเอกซเรย์ทั่วไป จึงช่วยให้การวินิจฉัยโรคมีความแม่นยำมากขึ้น
โรคที่สามารถวินิจฉัยได้ด้วย CT Scan
1. เนื้องอกและมะเร็ง
ช่วยตรวจพบก้อนเนื้องอกในอวัยวะต่าง ๆ เช่น สมอง ช่องอก ช่องท้อง หรือโพรงจมูก รวมถึงประเมิน ขนาด ตำแหน่ง และการกระจายของก้อนเนื้อ
2. โรคเกี่ยวกับสมองและระบบประสาท
เช่น เนื้องอกในสมอง ภาวะเลือดออกในสมอง สมองบวม หรือความผิดปกติของกะโหลกศีรษะ
3. โรคโพรงจมูกและไซนัส
เหมาะสำหรับสัตว์เลี้ยงที่มีอาการ จามเรื้อรัง มีเลือดกำเดา หรือสงสัยก้อนเนื้อในโพรงจมูก
4. โรคกระดูกและข้อ
ช่วยตรวจหากระดูกหักที่ซับซ้อน กระดูกแตก ข้อเสื่อม หรือความผิดปกติของกระดูกที่การเอกซเรย์ทั่วไปอาจมองเห็นไม่ชัด
5. โรคช่องอกและปอด
เช่น ก้อนเนื้อในปอด ภาวะน้ำในช่องอก หรือความผิดปกติของหลอดลม
6. โรคในช่องท้อง
ช่วยตรวจดูอวัยวะภายใน เช่น ตับ ม้าม ไต ลำไส้ รวมถึงการค้นหาก้อนเนื้อหรือสาเหตุของอาการปวดท้องและอาเจียนเรื้อรัง
7. การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ
CT Scan สามารถประเมินความเสียหายภายในร่างกาย เช่น กระดูกแตก เลือดออกภายใน หรืออวัยวะฉีกขาด
ข้อดีของการตรวจ CT Scan
✨ ให้ภาพรายละเอียดสูง เห็นโครงสร้างภายในได้ชัดเจน
✨ ช่วยวางแผนการรักษาและการผ่าตัดได้แม่นยำมากขึ้น
✨ ช่วยค้นหาสาเหตุของโรคที่ตรวจด้วยวิธีอื่นแล้วไม่พบ
การตรวจ CT Scan จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้สัตวแพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยให้สัตว์เลี้ยงได้รับการรักษา ตรงจุดและมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีขึ้น
การตรวจ CT Scan (Computed Tomography) เป็นเทคโนโลยีการถ่ายภาพทางการแพทย์ที่ให้ภาพภายในร่างกายสัตว์เลี้ยงแบบ สามมิติ ทำให้สัตวแพทย์สามารถเห็นรายละเอียดของ อวัยวะ กระดูก และเนื้อเยื่อ ได้ชัดเจนกว่าการเอกซเรย์ทั่วไป จึงช่วยให้การวินิจฉัยโรคมีความแม่นยำมากขึ้น
โรคที่สามารถวินิจฉัยได้ด้วย CT Scan
1. เนื้องอกและมะเร็ง
ช่วยตรวจพบก้อนเนื้องอกในอวัยวะต่าง ๆ เช่น สมอง ช่องอก ช่องท้อง หรือโพรงจมูก รวมถึงประเมิน ขนาด ตำแหน่ง และการกระจายของก้อนเนื้อ
2. โรคเกี่ยวกับสมองและระบบประสาท
เช่น เนื้องอกในสมอง ภาวะเลือดออกในสมอง สมองบวม หรือความผิดปกติของกะโหลกศีรษะ
3. โรคโพรงจมูกและไซนัส
เหมาะสำหรับสัตว์เลี้ยงที่มีอาการ จามเรื้อรัง มีเลือดกำเดา หรือสงสัยก้อนเนื้อในโพรงจมูก
4. โรคกระดูกและข้อ
ช่วยตรวจหากระดูกหักที่ซับซ้อน กระดูกแตก ข้อเสื่อม หรือความผิดปกติของกระดูกที่การเอกซเรย์ทั่วไปอาจมองเห็นไม่ชัด
5. โรคช่องอกและปอด
เช่น ก้อนเนื้อในปอด ภาวะน้ำในช่องอก หรือความผิดปกติของหลอดลม
6. โรคในช่องท้อง
ช่วยตรวจดูอวัยวะภายใน เช่น ตับ ม้าม ไต ลำไส้ รวมถึงการค้นหาก้อนเนื้อหรือสาเหตุของอาการปวดท้องและอาเจียนเรื้อรัง
7. การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ
CT Scan สามารถประเมินความเสียหายภายในร่างกาย เช่น กระดูกแตก เลือดออกภายใน หรืออวัยวะฉีกขาด
ข้อดีของการตรวจ CT Scan
✨ ให้ภาพรายละเอียดสูง เห็นโครงสร้างภายในได้ชัดเจน
✨ ช่วยวางแผนการรักษาและการผ่าตัดได้แม่นยำมากขึ้น
✨ ช่วยค้นหาสาเหตุของโรคที่ตรวจด้วยวิธีอื่นแล้วไม่พบ
การตรวจ CT Scan จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้สัตวแพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยให้สัตว์เลี้ยงได้รับการรักษา ตรงจุดและมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีขึ้น
บทความที่เกี่ยวข้อง
ศูนย์การสัตวแพทย์ PKAH รังสิต เป็นสระว่ายน้ำสัตว์เลี้ยง ระบบ Ozone + Chloramide ที่เหมาะสำหรับสระว่ายน้ำสัตว์เลี้ยง เน้นสุขภาพ การฟื้นฟูร่างกาย และลดการระคายเคืองผิวหนัง “PKAH Pet Sport Club เลือกใช้ระบบ Aqueous Ozone ร่วมกับการควบคุมคุณภาพน้ำมาตรฐาน เพื่อช่วยลดความแข็งกระด้างของน้ำ ลดการระคายเคืองต่อผิวหนังและดวงตา พร้อมดูแลสุขอนามัยของสัตว์เลี้ยงในทุกครั้งที่ลงสระ”
10 มิ.ย. 2026
โรคไตไม่ใช่โรคร้ายเสมอไป…แมวหลายตัวสามารถอยู่กับโรคไตได้ หลายปี หากได้รับการดูแลที่เหมาะสม และตรวจพบเร็ว “ยิ่งรู้เร็ว = ยิ่งช่วยยืดอายุแมวได้” โรคไตในแมว เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในแมวอายุมากกว่า 7 ปี และมักเป็นแบบ เรื้อรัง (Chronic Kidney Disease - CKD) ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ สามารถชะลออาการและยืดอายุแมวได้ หากตรวจพบเร็วและดูแลอย่างเหมาะสม
12 เม.ย. 2026
การให้เลือดสุนัขและแมวเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง ผู้รับต้องมีการตรวจเลือดหมู่ (blood typing) และทดสอบความเข้ากันได้ (crossmatching) กับผู้บริจาค เลือดที่ใช้ต้องผ่านการคัดกรองโรคก่อนการให้เลือด และผู้รับต้องได้รับการเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดระหว่างและหลังการให้เลือดเพื่อป้องกันปฏิกิริยาการแพ้หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
21 ธ.ค. 2025


