CT Scan vs MRI ต่างกันยังไง? และแบบไหนเหมาะกับสัตว์เลี้ยงของคุณมากที่สุด?
อัพเดทล่าสุด: 24 พ.ค. 2026
1079 ผู้เข้าชม

CT Scan vs MRI ต่างกันยังไง? และแบบไหนเหมาะกับสัตว์เลี้ยงของคุณมากที่สุด?
เมื่อสัตว์เลี้ยงมีอาการป่วยที่ต้องตรวจวินิจฉัยเชิงลึก หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “CT Scan” และ “MRI” แต่ยังไม่แน่ใจว่าแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับน้องหมาหรือน้องแมวของเรา วันนี้มาทำความเข้าใจแบบง่าย ๆ กัน
CT Scan คืออะไร?
CT Scan (Computed Tomography) คือการตรวจด้วยรังสีเอกซเรย์หลายมุม แล้วนำภาพมาประมวลผลเป็นภาพตัดขวางแบบละเอียด ช่วยให้เห็นโครงสร้างภายในร่างกายได้ชัดเจนกว่าการเอกซเรย์ทั่วไป
เหมาะสำหรับตรวจ
- กระดูกและข้อ
- โพรงจมูก
- ช่องอกและปอด
- ก้อนเนื้อหรือมะเร็งบางชนิด
- อุบัติเหตุ กระดูกแตก กระดูกหัก
- การวางแผนก่อนผ่าตัด
- ตรวจได้รวดเร็ว
- เห็นรายละเอียดกระดูกและอวัยวะได้ชัด
- เหมาะกับเคสฉุกเฉิน
- ใช้เวลาวางยาสลบไม่นาน
MRI คืออะไร?
MRI (Magnetic Resonance Imaging) คือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ไม่ใช้รังสีเอกซเรย์ จุดเด่นคือสามารถเห็นรายละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อน เส้นประสาท และสมองได้ชัดมาก
เหมาะสำหรับตรวจ
- สมองและระบบประสาท
- หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
- อาการชัก
- เดินเซ อ่อนแรง
- โรคเกี่ยวกับไขสันหลัง
- กล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
- เห็นเนื้อเยื่ออ่อนได้ละเอียดมาก
- เหมาะกับโรคทางระบบประสาท
- ช่วยวินิจฉัยโรคที่ CT Scan อาจเห็นไม่ชัด
จริง ๆ แล้ว “ไม่มีแบบไหนดีกว่าเสมอไป” เพราะขึ้นอยู่กับอาการของสัตว์เลี้ยงและดุลยพินิจของสัตวแพทย์
หากสงสัยปัญหา “กระดูก ปอด หรืออุบัติเหตุ” → CT Scan มักเหมาะกว่า
หากสงสัย “สมอง เส้นประสาท หรือไขสันหลัง” → MRI จะให้รายละเอียดดีกว่า
ในบางกรณี สัตวแพทย์อาจแนะนำทั้ง 2 แบบร่วมกัน เพื่อให้วินิจฉัยได้แม่นยำที่สุด
สัตว์เลี้ยงต้องดมยาสลบไหม?
โดยทั่วไป ทั้ง CT Scan และ MRI จำเป็นต้องมีการวางยาสลบหรือยานอนหลับ เพราะสัตว์เลี้ยงต้องนอนนิ่งระหว่างตรวจ เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดและปลอดภัย
การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา
เทคโนโลยีทางสัตวแพทย์สมัยใหม่ช่วยให้สามารถค้นหาสาเหตุของโรคได้เร็วขึ้น วางแผนการรักษาได้ตรงจุด และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสัตว์เลี้ยงของเรา
บทความที่เกี่ยวข้อง
พยาธิเม็ดเลือดในสุนัขที่พบบ่อยในไทย ได้แก่ E.canis , Anaplasma, Babisia และ hepatozoon โดยพบว่าพาหะที่สำคัญของการติดเชื้อพยาธิเม็ดเลือดเหล่านี้คือ เห็บสีน้ำตาล โดยการกัดเพียงครั้งเดียว ก็สามารถส่งเชื้อให้กับสุนัขได้แล้ว แม้บางที เราอาจไม่ทันได้สังเกตเห็นว่า สุนัขเคยโดนเห็บกัด แล้วหรือยังครับ
เพราะวงจรชีวิตของเห็บจะอาศัยบนตัวสุนัข 3 ครั้ง โดยการกินเลือด เพื่อเจริญเติบโตและลงไปฟักตัวในสิ่งแวดล้อม ขึ้น และ ลง จนเป็นตัวเต็มวัยใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 เดือน
ดังนั้นจะต้องป้องกันเก็บอย่างน้อย 3 เดือน และต่อเนื่องด้วย : โดยเห็บจะอยู่ในสิ่งแวดล้อม 80% อยู่บนตัวสุนัขเพียง 20% ดังนั้นการควบคุมเห็บจึงต้องควบคุมการติดเชื้อบนตัวสุนัข และสิ่งแวดล้อมที่สุนัขอยู่ด้วย
22 ธ.ค. 2025
ช่วยลดการสะสมของยีสต์ เชื้อรา สิ่งสกปรก และกลิ่นอับ พร้อมดูแลสุขภาพผิวและขนของน้อง ให้ตัวหอม ขนนุ่ม
พร้อมซบกอดพ่อแม่ได้อย่างมั่นใจ น้องๆ จะได้รับการตรวจสุขภาพเบื้องต้นโดยสัตวแพทย์ก่อนอาบน้ำ
21 พ.ค. 2026
วินิจฉัยแม่นยำด้วยการตรวจภูมิแพ้ PKAH Allergy Insight 72 โดยการตรวจเลือดหาต้นเหตุภูมิแพ้ได้ถึง 72 ชนิด ไม่ต้องสุ่มเปลี่ยนอาหารหรือทดลองรักษาไปเรื่อย ๆ รู้สาเหตุชัด วางแผนการรักษาได้ตรงจุด อาบน้ำด้วย Ozone Spa ไม่ใช่การอาบน้ำธรรมดา เหมาะสำหรับสัตว์เลี้ยงที่มีปัญหาผิวหนังเรื้อรังทำความสะอาดลึกถึงรูขุมขน
23 พ.ค. 2026


